กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barré Syndrome, GBS)

กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (GBS) ถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่แพทย์ชาวฝรั่งเศส 2 ท่าน คือ Georges Guillain และ Jean Alexandre Barré ซึ่งเป็นผู้บรรยายลักษณะทางคลินิกของโรคนี้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1916 โดยผู้ป่วยมีอาการ กล้ามเนื้ออ่อนแรง 2 ข้างแบบลุกลามขึ้น (ascending paralysis) และตรวจน้ำไขสันหลังพบลักษณะเฉพาะคือ ระดับโปรตีนสูงแต่จำนวนเซลล์ปกติ ซึ่งต่อมาถือเป็นลักษณะสำคัญของโรคนี้ (เรียกว่า albuminocytologic dissociation)

GBS เป็นโรคของระบบประสาทส่วนปลายที่พบได้ไม่บ่อย โดยมีอุบัติการณ์ประมาณ 1–2 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี พบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่อัตราการเกิดจะสูงขึ้นในเพศชายและในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

สาเหตุที่แท้จริงของ GBS ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเป็นผลจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ทำให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีมาทำลายปลอกไมอีลินของเส้นประสาทส่วนปลาย (autoimmune demyelination) ซึ่งมักเกิดขึ้นภายหลังการติดเชื้อ โดยเชื้อที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • Campylobacter jejuni — พบมากที่สุด โดยเฉพาะหลังท้องเสียจากอาหารปนเปื้อน
  • Cytomegalovirus (CMV)
  • Epstein-Barr virus (EBV)
  • Influenza virus
  • Mycoplasma pneumoniae
  • ภายหลังการฉีดวัคซีนบางชนิด (พบได้ยากมาก)

อาการและอาการแสดง

อาการเริ่มต้นมักเกิดภายใน 1–3 สัปดาห์หลังติดเชื้อ โดยมีลักษณะสำคัญคือ กล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบลุกลามขึ้น (ascending weakness) เริ่มจากขาแล้วลามขึ้นมาที่แขนและลำตัว ร่วมกับอาการชาของปลายมือปลายเท้า หากตรวจร่างกายจะพบ:

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงทั้งสองข้างแบบสมมาตร
  • รีเฟล็กซ์ของเอ็นลึก (deep tendon reflexes) ลดลงหรือหายไป
  • อาจมีอาการชาหรือรู้สึกเสียวซ่าที่แขนขา
  • บางรายมีอาการของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น ความดันโลหิตแปรปรวน หัวใจเต้นผิดจังหวะ เหงื่อออกผิดปกติ
  • หากรุนแรง อาจมีอัมพาตของกล้ามเนื้อหายใจ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • อาจมีอัมพาตของเส้นประสาทสมอง โดยเฉพาะคู่ที่ VII (facial nerve palsy)


การวินิจฉัย

การวินิจฉัยอาศัยการซักประวัติ อาการทางคลินิก และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการสนับสนุน โดยเกณฑ์สำคัญ ได้แก่

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบสมมาตรลุกลามขึ้น (ascending symmetrical weakness)
  • รีเฟล็กซ์ของเอ็นลึกหายไป
  • ไม่มีไข้ขณะเริ่มอาการ
  • ตรวจน้ำไขสันหลัง (CSF) พบโปรตีนสูงแต่จำนวนเซลล์ปกติ (albuminocytologic dissociation)
  • ผลตรวจเส้นประสาทด้วยไฟฟ้า (Nerve conduction study) แสดงลักษณะ demyelination

การวินิจฉัยแยกโรค

โรค ลักษณะเด่น ลักษณะต่างจาก GBS
Myasthenia gravis กล้ามเนื้ออ่อนแรงที่แย่ลงเมื่อใช้งานมากขึ้น ดีขึ้นเมื่อพัก ไม่มีความผิดปกติของรีเฟล็กซ์หรือการรับความรู้สึก
Botulism อัมพาตเริ่มจากบนลงล่าง (descending paralysis) มีอาการทางตา เช่น มองเห็นภาพซ้อน และไม่มีรีเฟล็กซ์ตอบสนองของรูม่านตา
Acute transverse myelitis อ่อนแรงและชาส่วนล่างของร่างกาย มักมีอาการทางกระเพาะปัสสาวะและการควบคุมการขับถ่ายผิดปกติ
Tick paralysis เกิดจากพิษของเห็บ ดีขึ้นรวดเร็วเมื่อเอาเห็บออก

การรักษา

การรักษา GBS เป็นการดูแลแบบประคับประคองร่วมกับการรักษาเฉพาะเพื่อลดการทำลายของระบบภูมิคุ้มกัน ดังนี้

1. การรักษาจำเพาะ (Specific therapy)

  • Plasmapheresis — ช่วยกำจัดแอนติบอดีออกจากร่างกาย ลดความรุนแรงของโรค
  • Intravenous immunoglobulin (IVIG) — ให้ขนาด 0.4 g/kg/day นาน 5 วัน มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ plasmapheresis
  • ไม่แนะนำให้ใช้ corticosteroid เดี่ยว ๆ เพราะไม่ได้ผลดี

2. การดูแลประคับประคอง (Supportive care)

  • ดูแลการหายใจ — หากมีภาวะกล้ามเนื้อหายใจอ่อนแรง ให้ใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • เฝ้าระวังภาวะระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ เช่น ความดันโลหิตและชีพจรแปรปรวน
  • กายภาพบำบัดเพื่อป้องกันข้อติดและเสริมกล้ามเนื้อ
  • ป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลกดทับ หรือลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ


พยากรณ์โรค

ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวได้ดี โดยราว 80% เดินได้เองภายใน 6 เดือน อย่างไรก็ตาม ประมาณ 5–10% อาจมีอาการอัมพาตหลงเหลือถาวร และอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ราว 3–7% มักเกิดจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจากความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ

การป้องกัน

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันเฉพาะของ GBS อย่างไรก็ตาม การป้องกันการติดเชื้อ เช่น การล้างมือให้สะอาด รับประทานอาหารปรุงสุก และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารปนเปื้อน สามารถลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่เป็นปัจจัยกระตุ้นได้ ส่วนกรณีการได้รับวัคซีนควรให้เป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์ โดยชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงเป็นรายกรณี

สรุป

กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barré Syndrome) เป็นภาวะอัมพาตเฉียบพลันที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายปลอกไมอีลินของเส้นประสาทส่วนปลาย มักเกิดภายหลังการติดเชื้อ มีลักษณะเด่นคือกล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบลุกลามขึ้น การวินิจฉัยอาศัยลักษณะทางคลินิกร่วมกับผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ การรักษาที่สำคัญคือการให้ IVIG หรือ plasmapheresis ร่วมกับการดูแลประคับประคองอย่างใกล้ชิด พยากรณ์โรคโดยทั่วไปดีหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที