โรคผิวหนังและกล้ามเนื้ออักเสบ (Dermatomyositis, DM)

โรคผิวหนังและกล้ามเนื้ออักเสบ (DM) เป็นโรคในกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune disease) ที่พบได้ไม่บ่อยนัก โรคนี้มีลักษณะเด่นคือการอักเสบของกล้ามเนื้อลายร่วมกับการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังเฉพาะตัว เช่น มีผื่นสีม่วงหรือแดงบริเวณใบหน้า หนังตา และข้อนิ้วมือ

โรคนี้พบได้ประมาณ 1 ต่อ 100,000 คนต่อปี พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยมักเกิดในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 2:1 และมักเกิดในช่วงอายุ 40–60 ปี ในเด็กจะเรียกว่า Juvenile Dermatomyositis (JDM) ซึ่งมีลักษณะบางส่วนแตกต่างจากผู้ใหญ่ เช่น มักมีภาวะหลอดเลือดอักเสบร่วมด้วย

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

สาเหตุที่แท้จริงของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อและหลอดเลือดในผิวหนัง ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องได้แก่:

  • พันธุกรรม – พบความสัมพันธ์กับยีนในระบบ HLA เช่น HLA-DR3, HLA-DQA1
  • การติดเชื้อไวรัส เช่น Coxsackie virus, parvovirus B19, หรือ HIV
  • แสงแดด – อาจกระตุ้นให้เกิดหรือกำเริบของผื่นผิวหนัง
  • ยาบางชนิด เช่น Statins, Hydroxyurea
  • ภาวะมะเร็งร่วม (Paraneoplastic syndrome) โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ เช่น มะเร็งรังไข่ ปอด เต้านม หรือกระเพาะอาหาร

อาการและอาการแสดง

อาการของโรคแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ อาการทางผิวหนังและอาการทางกล้ามเนื้อ

1. อาการทางผิวหนัง

  • Heliotrope rash – ผื่นสีม่วงหรือแดงรอบตา โดยเฉพาะบริเวณหนังตาบน
  • Gottron’s papules – ผื่นนูนแดงหรือม่วงบนข้อข้อนิ้วมือ ข้อศอก หรือหัวเข่า
  • Gottron’s sign – รอยแดงหรือผื่นเรียบบริเวณข้อข้อนิ้ว
  • V-sign / Shawl sign – ผื่นแดงบริเวณหน้าอก คอ หลังส่วนบน หรือหัวไหล่
  • Mechanic’s hands – ผิวหนังฝ่ามือหนา แห้ง ลอก และแตก

2. อาการทางกล้ามเนื้อ

  • กล้ามเนื้ออักเสบ ทำให้กล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อใกล้ลำตัว เช่น สะโพก ต้นขา ไหล่
  • อาการอ่อนแรงมักค่อย ๆ เป็นมากขึ้น เช่น ลุกจากเก้าอี้ยาก ยกแขนไม่ขึ้น
  • อาจมีอาการกลืนลำบากหรือเสียงเปลี่ยนจากกล้ามเนื้อคออ่อนแรง
  • บางรายอาจมีปวดกล้ามเนื้อร่วมด้วย


การวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคอาศัยการซักประวัติ อาการทางคลินิก ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจพิเศษ โดยมักใช้เกณฑ์ Bohan and Peter criteria ซึ่งประกอบด้วย:

  1. อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบสมมาตร (Proximal muscle weakness)
  2. ระดับเอนไซม์กล้ามเนื้อในเลือดสูง (เช่น CK, LDH, AST, ALT, Aldolase)
  3. ผลตรวจ EMG แสดงการอักเสบของกล้ามเนื้อ
  4. ผลชิ้นเนื้อกล้ามเนื้อ (Muscle biopsy) พบการอักเสบและการทำลายของเส้นใยกล้ามเนื้อ
  5. ลักษณะผื่นผิวหนังจำเพาะของโรค

ถ้ามีครบทั้ง 5 ข้อ ถือว่าเป็นโรคแน่นอน (Definite DM)

การวินิจฉัยแยกโรค

โรค ลักษณะเด่น ข้อแตกต่างจาก Dermatomyositis
Polymyositis (PM) มีกล้ามเนื้ออักเสบแต่ไม่มีผื่นผิวหนัง ขาดอาการทางผิวหนังที่จำเพาะของ DM
Systemic lupus erythematosus (SLE) มีผื่นรูปผีเสื้อ ร่วมกับอวัยวะอื่นผิดปกติ ผลตรวจ ANA และ anti-dsDNA มักบวกเด่นกว่า
Inclusion body myositis (IBM) พบในผู้สูงอายุ กล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบไม่สมมาตร ไม่ตอบสนองต่อสเตียรอยด์
Drug-induced myopathy สัมพันธ์กับการใช้ยา เช่น Statins อาการดีขึ้นเมื่อหยุดยา ไม่มีผื่น

การรักษา

  • คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เป็นยาหลัก เช่น Prednisolone ขนาดเริ่มต้น 0.5–1 มก./กก./วัน
  • ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น Methotrexate, Azathioprine, Mycophenolate mofetil สำหรับผู้ที่ตอบสนองไม่ดีต่อสเตียรอยด์
  • Immunoglobulin (IVIG) ใช้ในรายที่รุนแรงหรือดื้อต่อการรักษา
  • ยาช่วยควบคุมผื่น เช่น Hydroxychloroquine (ต้องติดตามภาวะแทรกซ้อนทางตา)
  • การกายภาพบำบัด เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
  • การรักษาภาวะมะเร็งร่วม หากตรวจพบ


พยากรณ์โรค

พยากรณ์โรคขึ้นอยู่กับความรุนแรงและการตอบสนองต่อการรักษา ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตอบสนองดีต่อการใช้สเตียรอยด์และยากดภูมิ แต่ประมาณ 20–30% อาจมีการกำเริบซ้ำ โดยเฉพาะในรายที่มีมะเร็งร่วม หรือมีการอักเสบของปอด (Interstitial lung disease)

การป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดจัด เพราะแสง UV สามารถกระตุ้นให้ผื่นกำเริบ
  • ตรวจคัดกรองมะเร็งในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ โดยเฉพาะอายุ >50 ปี
  • ดูแลสุขภาพทั่วไปให้แข็งแรง และติดตามแพทย์สม่ำเสมอ

สรุป

Dermatomyositis เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองที่มีการอักเสบของกล้ามเนื้อและผิวหนังร่วมกัน การวินิจฉัยอาศัยทั้งอาการทางคลินิกและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การรักษาหลักคือการใช้ยากดภูมิคุ้มกันและสเตียรอยด์ ร่วมกับการดูแลผิวหนังและกายภาพบำบัด หากตรวจพบและรักษาเร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมโรคและกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ