โรคแกรนูโลมาเรื้อรัง
(Chronic Granulomatous Disease, CGD)
CGD เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบประมาณ 1 รายต่อ 200,000–300,000 คนเกิดใหม่ หลายรายได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่วัยเด็ก แต่ก็มีผู้ที่เริ่มแสดงอาการในวัยผู้ใหญ่เช่นกัน
สาเหตุของ CGD คือความบกพร่องของเอนไซม์ NADPH oxidase ในนิวโทรฟิลและฟาโกไซต์อื่น ๆ ซึ่งทำให้ไม่สามารถสร้าง superoxide/hydrogen peroxide ที่จำเป็นต่อการฆ่าเชื้อจุลชีพได้ ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบบ่อยได้แก่ยีน CYBB (X-linked) และยีนอื่น ๆ เช่น CYBA, NCF1, NCF2, NCF4 ที่เป็นแบบ autosomal recessive ผู้ชายมักได้รับผลกระทบจากแบบ X-linked มากกว่า
อาการและอาการแสดง
โรค CGD มักมีการติดเชื้อซ้ำ ๆ หรือติดเชื้อจากเชื้อที่ไม่ธรรมดา รวมทั้งภาวะการอักเสบที่สร้างก้อนแกรนูโลมา ตำแหน่งการติดเชื้อที่พบบ่อยได้แก่ ผิวหนัง, ปอด, ต่อมน้ำเหลือง, ตับ และกระดูก ผู้ป่วยมักมีไข้เรื้อรัง มีฝี/หนองซ้ำ ๆ ไอ หายใจติดขัด เจ็บปวดหรือบวมที่ตำแหน่งติดเชื้อ และมีปัญหาการขับถ่ายหากมีแผลในทางเดินอาหารหรือทางเดินปัสสาวะ
เชื้อที่พบบ่อย
- แบคทีเรีย เช่น Staphylococcus aureus, Serratia marcescens, Burkholderia cepacia complex, Nocardia species
- เชื้อรา เช่น Aspergillus species
- ติดเชื้อจากวัคซีนเชื้อเป็น (เช่น BCG)
การวินิจฉัย
เริ่มจากประวัติการติดเชื้อซ้ำหรือรุนแรง การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินการทำงานของนิวโทรฟิล การตรวจพันธุกรรม การเพาะเชื้อ และภาพรังสีตำแหน่งที่ติดเชื้อ ขั้นตอนการตรวจได้แก่
| การทดสอบ | ผลที่บ่งชี้ CGD |
| 1. DHR (flow cytometry) | ไม่มี oxidative burst ของนิวโทรฟิล หรือมีน้อยมาก (ลด/ไม่มีการเรืองแสง) — สามารถแยก carrier ของ X-linked ได้ |
| 2. NBT | ไม่เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน (negative) ในกรณี oxidative burst ขาดหาย |
| 3. Genetic testing | พบการกลายพันธุ์ในยีน NADPH oxidase (เช่น CYBB, NCF1 ฯลฯ) ยืนยันชนิด CGD |
| 4. การเพาะเชื้อ / ภาพรังสี CT/MRI | ช่วยระบุเชื้อและขอบเขตโรค |
การวินิจฉัยแยกโรค
| โรค/ภาวะ | จุดแตกต่างสำคัญ |
| ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเฉพาะอย่างอื่น (เช่น โรค HIV, B- หรือ T- lymphocyte บกพร่อง) | ตรวจ HIV, immunoglobulins, lymphocyte subsets CGD มีปัญหาเฉพาะที่การผลิต ROS ของฟาโกไซต์ |
| โรคที่มี granulomatous inflammation (เช่น วัณโรค, ซาร์โกออยโดซิส) | ประวัติสัมผัส การเพาะเชื้อ และการตรวจพิเศษช่วยแยก |
| ข้ออักเสบติดเชื้อหรือโรคทางพันธุกรรมอื่น ๆ | ขึ้นกับภาพทางคลินิกและผลการเพาะเชื้อ/พันธุกรรม |
การรักษา
เป้าหมายการรักษาใน CGD คือการป้องกันการติดเชื้อรุนแรง การรักษาเมื่อเกิดการติดเชื้อ และจัดการภาวะแทรกซ้อนของการอักเสบ
- มาตรการป้องกันการติดเชื้อ
- ยาป้องกันแบคทีเรีย: trimethoprim-sulfamethoxazole (TMP-SMX) ให้ต่อเนื่องเพื่อลดการติดเชื้อแบคทีเรีย
- ยาต้านเชื้อรา: itraconazole หรือ azole ตัวอื่น ๆ ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง/ประวัติการติดเชื้อเห็ดรา
- การให้ interferon-gamma: ช่วยลดการติดเชื้อในบางการศึกษาด้วยการเพิ่มการทำงานของฟาโกไซต์
- การให้วัคซีน: หลีกเลี่ยงวัคซีนเชื้อมีชีวิตบางชนิด (เช่น BCG) ในผู้ที่สงสัย/ยืนยัน CGD; ให้วัคซีนเชิงป้องกันที่ปลอดภัยตามคำแนะนำ
- การรักษาเมื่อมีการติดเชื้อ
- ให้ยาต้านจุลชีพตามเชื้อที่เพาะได้ ควรใช้ยาควบคู่กับการผ่าตัด/ขูดระบายหนอง ในกรณีฝีหรือแอสเพอร์จิลลัสที่ต้องการการผ่าตัด
- รักษาภาวะแทรกซ้อนจาก granuloma (เช่น obstruction) — อาจต้อง steroid หรือตัดต่อศัลยกรรมในบางกรณี
- การรักษาแบบแก้ไขสาเหตุ (definitive therapy)
- การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Hematopoietic stem cell transplantation — HSCT): เป็นการรักษาถาวรที่ให้ผลดีในผู้ป่วยที่มีความรุนแรงหรือมีการติดเชื้อซ้ำ
- การบำบัดด้วยยีน (gene therapy): มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในบางโปรโตคอล แต่ยังไม่ใช่มาตรฐานทั่วไปและจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยง/ผลประโยชน์
พยากรณ์โรค
พยากรณ์ขึ้นกับชนิดของการถ่ายทอดทางพันธุกรรม (ผู้ที่เป็น X-linked แบบรุนแรงมักมีอุบัติการณ์การติดเชื้อตั้งแต่อายุน้อย), ความเร็วในการวินิจฉัย, การเข้าถึงการป้องกันและการรักษา (เช่น prophylaxis และ HSCT) ด้วยมาตรการป้องกันการติดเชื้อและการรักษาที่ดี ผู้ป่วยจำนวนมากมีอายุยืนกว่าอดีต แต่ยังคงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง และความพิการจากแผลเป็นหรือภาวะแทรกซ้อนของอวัยวะต่าง ๆ
การป้องกัน
- การคัดกรอง/สงสัยในเด็กที่มีการติดเชื้อซ้ำหรือการติดเชื้อจากเชื้อเฉพาะกลุ่ม เพื่อไม่ให้ได้รับวัคซีนเชื้อเป็นที่อาจเป็นอันตราย
- ให้ prophylactic antibiotics/antifungal และพิจารณา interferon-gamma ตามข้อบ่งชี้
- การให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมในครอบครัวที่พบการกลายพันธุ์ เพื่อวางแผนการมีบุตรและการคัดกรองทารก
สรุป
โรคแกรนูโลมาเรื้อรัง (CGD) เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด โดยเกิดจากความผิดปกติของเอนไซม์ NADPH oxidase ทำให้ฟาโกไซต์ไม่สามารถผลิต reactive oxygen species เพื่อฆ่าเชื้อได้ ผู้ป่วยจึงมีการติดเชื้อซ้ำและติดเชื้อจากเชื้อเฉพาะกลุ่ม การวินิจฉัยอาศัยการทดสอบการทำงานของนิวโทรฟิล (เช่น DHR) และยืนยันด้วยการตรวจทางพันธุกรรม การรักษาประกอบด้วยมาตรการป้องกัน (TMP-SMX, ยาต้านเชื้อรา, interferon-gamma) การรักษาเฉพาะเมื่อเกิดการติดเชื้อ และตัวเลือกเชิงรักษาเช่น HSCT (และการทดลองด้านยีนในบางศูนย์) การวินิจฉัยและการจัดการที่รวดเร็วสามารถปรับปรุงผลลัพธ์ได้