โรคภูมิคุ้มกันมีกี่ประเภท

โรคภูมิคุ้มกันคือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ไม่ว่าจะอ่อนแอเกินไป แข็งแรงเกินไป หรือทำงานผิดทิศทาง จนก่อให้เกิดโรค โดยแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภูมิคุ้มกันไวเกิน (โรคภูมิแพ้) และภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง

1. โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Immunodeficiency)

เป็นภาวะที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายและบ่อย แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก:

  • ภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิ (Primary immunodeficiency): เกิดจากพันธุกรรมหรือความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด เช่น โรค SCID (Severe Combined Immunodeficiency), Agammaglobulinemia
  • ภูมิคุ้มกันบกพร่องทุติยภูมิ (Secondary immunodeficiency): เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น การติดเชื้อ HIV, การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน, ภาวะทุพโภชนาการ หรือโรคมะเร็งเม็ดเลือด

โรคกลุ่มนี้ต้องรักษาด้วยการเพิ่มภูมิคุ้มกัน เช่น ฉีดอิมมูโนโกลบูลิน (IVIG), ปลูกถ่ายไขกระดูกในบางกรณี, ให้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อ, รับวัคซีนที่เหมาะสม และควรป้องกันตัวโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อและรักษาภาวะโภชนาการให้ดี



2. ภาวะภูมิคุ้มกันไวเกินหรือโรคภูมิแพ้ (Hypersensitivity/Allergy)

เป็นภาวะที่ภูมิคุ้มกันตอบสนองมากเกินไปต่อสิ่งที่ไม่อันตราย เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ หรืออาหารบางชนิด อย่างรุนแรงเกินไปจนเกิดการอักเสบหรือทำลายเนื้อเยื่อตนเอง แบ่งออกเป็น 4 ชนิดตามกลไกการเกิด ดังนี้

  1. ภูมิไวเกินชนิดที่ 1 — Immediate or Anaphylactic Reaction

    เกิดจากการที่ร่างกายสร้างแอนติบอดีชนิด IgE ต่อสารก่อภูมิแพ้ เมื่อมีการสัมผัสซ้ำ สารก่อภูมิแพ้จะจับกับ IgE ที่อยู่บนผิวของมาสต์เซลล์ (mast cells) และเบโซฟิล (basophils) ทำให้มีการหลั่งสารฮีสตามีนและสารก่ออักเสบอื่น ๆ ออกมาอย่างรวดเร็ว เกิดอาการภายในไม่กี่นาที

    โรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่ (ประมาณ 90%) อยู่ในกลุ่มนี้ เช่น โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis), โรคหืด (Asthma), ภูมิแพ้อาหาร (Food allergy) และภาวะแพ้ยารุนแรง (Anaphylaxis)

    การรักษามุ่งเน้นที่การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ใช้ยาแก้แพ้ (Antihistamines), ยาพ่นจมูกหรือยาสเตียรอยด์ และการทำภูมิคุ้มกันบำบัด (Allergen immunotherapy) ซึ่งส่วนใหญ่ให้ผลดี แต่อาจเป็นเรื้อรังหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ได้

    การป้องกันสามารถทำได้โดยลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ตั้งแต่วัยเด็ก เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และรักษาความสะอาดของสภาพแวดล้อมภายในบ้าน

  2. ภูมิไวเกินชนิดที่ 2 — Cytotoxic Reaction

    เกิดจากแอนติบอดีชนิด IgG หรือ IgM จับกับแอนติเจนที่เกาะอยู่บนผิวเซลล์ของร่างกาย แล้วกระตุ้นระบบคอมพลีเมนต์ (complement system) ให้เข้ามาทำลายเซลล์นั้น ส่งผลให้เซลล์ของร่างกายถูกทำลาย

    ตัวอย่างโรค: ภาวะโลหิตจางจากภูมิคุ้มกัน (Autoimmune hemolytic anemia), ภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกัน (Immune thrombocytopenic purpura), ปฏิกิริยาหลังให้เลือดผิดหมู่ (Transfusion reaction), และโรค Goodpasture syndrome

  3. ภูมิไวเกินชนิดที่ 3 — Immune Complex-Mediated Reaction

    เกิดจากการที่แอนติบอดี (ส่วนใหญ่เป็น IgG) จับกับแอนติเจนจากภายนอกที่เข้ามาในกระแสเลือด เกิดเป็น “immune complex” แล้วตกค้างในหลอดเลือดหรือเนื้อเยื่อ กระตุ้นให้เกิดการอักเสบผ่านระบบคอมพลีเมนต์และการทำลายเนื้อเยื่อโดยเม็ดเลือดขาว

    ตัวอย่างโรค: โรคไตอักเสบจากภูมิคุ้มกัน (Glomerulonephritis), Arthus reaction, Serum sickness, และโรคปอดอักเสบจากภูมิไวเกิน (Hypersensitivity pneumonitis เช่น farmer’s lung, pigeon breeder’s lung)

  4. ภูมิไวเกินชนิดที่ 4 — Delayed or Cell-Mediated Reaction

    เป็นปฏิกิริยาที่ไม่ได้เกิดจากแอนติบอดี แต่เกิดจากการตอบสนองของเซลล์ T lymphocytes โดยเฉพาะ T-helper (Th1) และ cytotoxic T-cell ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อ ปฏิกิริยานี้มักเกิดหลังสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ 24–72 ชั่วโมง

    ตัวอย่างโรค: ผื่นแพ้สัมผัส (Contact dermatitis), ปฏิกิริยาทดสอบวัณโรคผิวหนัง (Tuberculin reaction), และภาวะการอักเสบของเนื้อเยื่อปลูกถ่ายเรื้อรัง (Chronic transplant rejection)

สำหรับโรคภูมิแพ้หรือภูมิไวเกินชนิดที่ 2–4 จัดอยู่ในกลุ่มภูมิคุ้มกันทำลายตนเองเช่นกัน การรักษามักต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น corticosteroids หรือ immunosuppressants บางกรณีอาจต้องทำการกรองแอนติบอดีออกจากเลือด (plasmapheresis) ให้สารภูมิคุ้มกันทางหลอดเลือด (IVIG) หรือใช้ยากลุ่ม TNF-blockers เพื่อควบคุมการอักเสบ



3. โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง หรือภูมิต้านตนเอง (Autoimmune diseases)

เกิดจากความผิดพลาดของระบบภูมิคุ้มกันที่มองว่า “เซลล์ของร่างกาย” เป็นสิ่งแปลกปลอม จึงสร้างแอนติบอดีหรือกระตุ้น T-cell มาทำลายตนเอง กลไกนี้มักเกิดจากความบกพร่องของ Treg (Regulatory T-cell) ที่ปกติจะยับยั้งการตอบสนองต่อเนื้อเยื่อตัวเอง หาก Treg ทำงานผิดปกติจะเกิดการอักเสบเรื้อรังและการทำลายอวัยวะ

ตัวอย่างโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น

  • โรคเอสแอลอี (SLE - Systemic Lupus Erythematosus)
  • โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis)
  • โรคไทรอยด์เป็นพิษแบบเกรฟส์ (Graves’ disease)
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 diabetes mellitus)
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple sclerosis)

การรักษาโรคกลุ่มนี้จะใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids), ยาชีววัตถุ (Biologics), และยาต้านอักเสบ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื้อรัง ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง และติดตามภาวะแทรกซ้อนระยะยาว

สรุป

ระบบภูมิคุ้มกันเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายป้องกันตนเองจากสิ่งแปลกปลอม แต่เมื่อทำงานผิดปกติ อาจก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภูมิแพ้ ไปจนถึงภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง การเข้าใจหน้าที่และความสมดุลของภูมิคุ้มกัน รวมถึงบทบาทของเซลล์ควบคุมอย่าง Treg จึงมีความสำคัญต่อการวินิจฉัย รักษา และป้องกันโรคเหล่านี้อย่างเหมาะสม