โรคหอบหืด (Asthma)
โรคหอบหืด (Asthma) เป็นโรคเรื้อรังของระบบทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยทั่วโลก ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณว่ามีผู้ป่วยโรคหอบหืดมากกว่า 260 ล้านคนทั่วโลก และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากกว่า 400,000 รายต่อปี โดยในประเทศไทยพบอัตราการป่วยประมาณ 5–10% ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในเขตเมือง เนื่องจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางอากาศ
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
โรคหอบหืดเกิดจากหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการตีบแคบและการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลมชั่วคราว สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่
- พันธุกรรม: มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหอบหืดหรือโรคภูมิแพ้ เช่น ภูมิแพ้จมูก ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
- สิ่งแวดล้อม: สัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นละออง ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ หรือเชื้อรา
- มลพิษทางอากาศ: ควันบุหรี่ ควันจากรถยนต์ หรือควันจากการเผาไหม้
- การติดเชื้อทางเดินหายใจ: โดยเฉพาะการติดเชื้อไวรัสในเด็กเล็ก
- ปัจจัยทางอาชีพ: สัมผัสสารเคมี ฝุ่น หรือควันในสถานที่ทำงาน เช่น โรงงานหรือห้องแล็บ
- ภาวะอ้วนและการออกกำลังกายน้อย: มีผลต่อกลไกการหายใจและการอักเสบในร่างกาย
อาการ
ลักษณะสำคัญของโรคหอบหืดคือ มีอาการหายใจลำบากเป็นๆ หายๆ
โดยมักมีอาการรุนแรงในช่วงกลางคืนหรือเช้ามืด อาการที่พบได้ ได้แก่
- หายใจลำบาก หอบเหนื่อย
- มีเสียงหวีด (wheezing) โดยเฉพาะเวลาหายใจออก
- ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือหลังออกกำลังกาย
- แน่นหน้าอกหรือรู้สึกตึงบริเวณหน้าอก
- อาการมักกำเริบเมื่อสัมผัสสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่น ควัน หรืออากาศเย็น
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคหอบหืดอาศัยประวัติทางคลินิก ร่วมกับการตรวจสมรรถภาพปอดและการตอบสนองต่อยาขยายหลอดลม เพื่อยืนยันว่ามีภาวะตีบของหลอดลมที่กลับคืนได้ (reversible airway obstruction)
วิธีการวินิจฉัยหลัก
- ซักประวัติและตรวจร่างกาย: พบอาการไอ หายใจมีเสียงหวีด หรือแน่นหน้าอกเป็นๆ หายๆ
- Spirometry: ตรวจสมรรถภาพปอด พบค่า FEV₁ ลดลง และดีขึ้น >12% หลังใช้ยาขยายหลอดลม
- Peak Expiratory Flow (PEF): มีการแปรปรวนของค่า PEF มากกว่า 20% ในแต่ละวัน
- การทดสอบภูมิแพ้: เพื่อหาสาเหตุที่กระตุ้นอาการ เช่น ทดสอบผิวหนัง (skin prick test)
- ภาพถ่ายรังสีทรวงอก: เพื่อแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน
การวินิจฉัยแยกโรค
| โรค |
ลักษณะที่แตกต่างจากหอบหืด |
| โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) |
พบในผู้สูบบุหรี่เรื้อรัง อาการไม่กลับดีขึ้นหลังใช้ยาขยายหลอดลมมากนัก |
| หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน |
มีไข้ ไอมีเสมหะชัดเจน มักหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ |
| หัวใจล้มเหลว |
หอบเหนื่อยขณะนอนราบ มีบวมน้ำที่ขา ฟังหัวใจพบเสียงผิดปกติ |
| โรคกรดไหลย้อน (GERD) |
ไอหรือแน่นหน้าอกหลังรับประทานอาหาร ไม่ตอบสนองต่อยาขยายหลอดลม |
| กล่องเสียงตีบ (Vocal cord dysfunction) |
หายใจมีเสียงหวีดเฉพาะขณะหายใจเข้า ไม่ตอบสนองต่อยาหอบหืด |
การรักษา
เป้าหมายของการรักษาคือควบคุมอาการ ลดการกำเริบ และป้องกันการเสียชีวิต การรักษาประกอบด้วยการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและการใช้ยาอย่างเหมาะสม
- การปรับพฤติกรรมและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
- หลีกเลี่ยงฝุ่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ และควันบุหรี่
- รักษาสุขอนามัยในบ้าน ทำความสะอาดเครื่องนอนเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในอากาศเย็นจัด
- การใช้ยา
- ยาขยายหลอดลม (Bronchodilators): เช่น Salbutamol ใช้บรรเทาอาการเฉียบพลัน
- ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์สูด (Inhaled corticosteroids; ICS): เช่น Budesonide, Fluticasone
ใช้ควบคุมการอักเสบระยะยาว
- ยากลุ่ม LABA (Long-acting β₂ agonists): ใช้ร่วมกับ ICS เพื่อควบคุมอาการเรื้อรัง
- ยาต้านตัวรับลิวโคไตรอีน (Leukotriene receptor antagonists): เช่น Montelukast
เหมาะในผู้ที่แพ้ฝุ่นหรือมีอาการร่วมกับภูมิแพ้จมูก
- ยาชีวภาพ (Biologics): เช่น Omalizumab ใช้ในผู้ป่วยที่ควบคุมอาการไม่ได้ด้วยยาอื่น
- การรักษาในระยะกำเริบเฉียบพลัน
- ให้ยาขยายหลอดลมชนิดสูดหรือพ่น (เช่น Salbutamol) ซ้ำทุก 20 นาที 3 ครั้ง
- ให้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ทางปากหรือฉีด
- ให้ออกซิเจนในกรณีมีภาวะพร่องออกซิเจน
- หากอาการไม่ดีขึ้น อาจต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
พยากรณ์โรค
โรคหอบหืดสามารถควบคุมได้ดีหากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่เหมาะสม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงปกติ แต่หากควบคุมไม่ดี อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หลอดลมตีบถาวร หรือหอบหืดรุนแรงจนเสียชีวิตได้
การป้องกัน
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้และมลพิษทางอากาศ
- ไม่สูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่จากผู้อื่น
- รักษาโรคภูมิแพ้ร่วม เช่น ภูมิแพ้จมูก
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มสมรรถภาพปอด
- รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนปอดอักเสบตามคำแนะนำแพทย์
สรุป
โรคหอบหืดเป็นโรคภูมิแพ้ของทางเดินหายใจส่วนล่างที่ทำให้เกิดอาการหายใจลำบากและไอเรื้อรังเป็นพัก ๆ เมื่อมีสิ่งกระตุ้น แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการใช้ยาและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจะสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับการใช้ยาสูด การสังเกตอาการเตือน และการปฏิบัติตัวเมื่ออาการกำเริบ เป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมโรคหอบหืดอย่างมีประสิทธิภาพ