โรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus, SLE)
โรคเอสแอลอี (SLE) หรือที่คนไทยเรียกว่า "โรคพุ่มพวง" เป็นโรคภูมิต้านตนเองชนิดเรื้อรังที่พบได้ทั่วโลก โดยพบมากในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 9 เท่า โดยเฉพาะในวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 15–45 ปี) อุบัติการณ์อยู่ที่ประมาณ 20–150 รายต่อประชากร 100,000 คน ทั้งนี้พบได้บ่อยในคนเอเชีย แอฟริกัน และฮิสแปนิก มากกว่าชาวยุโรป
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
สาเหตุที่แท้จริงของ SLE ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ได้แก่ พันธุกรรม ฮอร์โมน และสิ่งแวดล้อม โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- พันธุกรรม: พบความสัมพันธ์กับยีน HLA-DR2, HLA-DR3 และบางยีนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมภูมิคุ้มกัน เช่น PTPN22, IRF5, STAT4
- ฮอร์โมนเพศ: เอสโตรเจนกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จึงพบโรคได้บ่อยในเพศหญิง
- สิ่งแวดล้อม: การได้รับแสงแดด (รังสี UV), การติดเชื้อไวรัส (เช่น EBV), การใช้ยาบางชนิด (เช่น hydralazine, procainamide), และการสูบบุหรี่
อาการและอาการแสดง
โรค SLE มีอาการหลากหลายและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยสามารถเกิดขึ้นได้กับหลายอวัยวะ อาการที่พบบ่อย ได้แก่:
- อาการทั่วไป: อ่อนเพลีย มีไข้ น้ำหนักลด
- ผิวหนัง: ผื่นแดงรูปผีเสื้อบริเวณใบหน้า (malar rash), ผื่นแพ้แสง, ผมร่วง
- ข้อและกล้ามเนื้อ: ปวดข้อหรือข้ออักเสบ (arthritis), ปวดกล้ามเนื้อ
- ไต: ภาวะไตอักเสบจากลูปัส (lupus nephritis) อาจมีโปรตีนหรือเลือดในปัสสาวะ
- เลือด: เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือเกล็ดเลือดต่ำ
- ระบบประสาท: ปวดศีรษะ ชัก ซึมเศร้า หรือสับสน
- หัวใจและปอด: เยื่อหุ้มหัวใจหรือเยื่อหุ้มปอดอักเสบ
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรค SLE ใช้เกณฑ์จากองค์การโรคข้ออเมริกัน (ACR) หรือ EULAR/ACR 2019 โดยอาศัยอาการทางคลินิกและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่:
- ตรวจพบแอนติบอดีจำเพาะ เช่น ANA (antinuclear antibody) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยกว่า 95%
- ตรวจพบแอนติบอดีเฉพาะ เช่น anti-dsDNA, anti-Smith (anti-Sm)
- ค่าคอมพลีเมนต์ (C3, C4) ต่ำ
- มีอาการเข้ากับโรค เช่น ผื่น ปวดข้อ เม็ดเลือดต่ำ หรือไตอักเสบ
การวินิจฉัยแยกโรค
| โรค |
ลักษณะสำคัญ |
ผลตรวจ ANA |
ลักษณะเด่นเฉพาะ |
| SLE |
มีอาการหลายระบบ เช่น ผื่น ข้ออักเสบ ไตอักเสบ เลือดผิดปกติ |
บวก (เกือบทุกกรณี) |
พบ anti-dsDNA, anti-Sm, ค่าคอมพลีเมนต์ต่ำ |
| Rheumatoid Arthritis (RA) |
ข้ออักเสบเรื้อรัง สมมาตร |
อาจบวก |
พบ anti-CCP หรือ RF บวกเด่น |
| Sjögren’s Syndrome |
ปากแห้ง ตาแห้ง ต่อมน้ำลายโต |
บวก |
พบ anti-Ro/SSA และ anti-La/SSB |
| Drug-Induced Lupus |
อาการคล้าย SLE หลังใช้ยา |
บวก |
พบ anti-histone antibody เด่น |
การรักษา
การรักษาโรค SLE มุ่งควบคุมการอักเสบ ลดการกำเริบ และป้องกันอวัยวะเสียหาย โดยแนวทางหลักได้แก่:
- ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs): ใช้บรรเทาปวดข้อในรายที่อาการไม่รุนแรง
- ยา Hydroxychloroquine: เป็นยาหลักสำหรับผู้ป่วยเกือบทุกราย ช่วยลดการกำเริบและปกป้องอวัยวะ
- ยาสเตียรอยด์ (Corticosteroids): ใช้ในช่วงโรคกำเริบรุนแรง เช่น มีไตหรือสมองอักเสบ
- ยากดภูมิคุ้มกัน: เช่น azathioprine, mycophenolate mofetil, cyclophosphamide ใช้ในรายที่มีอวัยวะสำคัญถูกทำลาย
- ชีววัตถุ (Biologic agents): เช่น belimumab ใช้ในรายที่ดื้อต่อการรักษาทั่วไป
- แนะนำให้หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง และใช้ครีมกันแดด
พยากรณ์โรค
พยากรณ์โรคดีขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีต หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถมีชีวิตเกือบปกติได้ โดยมีอัตราการรอดชีวิตเกิน 90% ใน 10 ปี อย่างไรก็ตาม การอักเสบของไตและภาวะหัวใจหรือหลอดเลือดเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในระยะยาว
การป้องกัน
ไม่สามารถป้องกันการเกิดโรค SLE ได้โดยตรง แต่สามารถลดการกำเริบของโรคและภาวะแทรกซ้อนได้โดยการ:
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจ้าและใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
- งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
- นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ลดความเครียด
- ติดตามอาการและตรวจเลือดสม่ำเสมอตามแพทย์นัด
สรุป
โรคเอสแอลอี (SLE) เป็นโรคภูมิต้านตนเองที่ร่างกายสร้างแอนติบอดีทำลายเซลล์ของตนเอง ส่งผลกระทบต่อหลายอวัยวะ เช่น ผิวหนัง ข้อ ไต และระบบประสาท การรักษาเน้นควบคุมการอักเสบและลดการกำเริบของโรค ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีพยากรณ์โรคดีหากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การป้องกันการกำเริบของโรคด้วยการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและการติดตามต่อเนื่องเป็นกุญแจสำคัญในการดำรงคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว