โรคเกรฟส์ (Graves' Disease)

โรคเกรฟส์ (Graves’ disease) เป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานเกินชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีที่กระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้ผลิตฮอร์โมนมากกว่าปกติ เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) โดยเฉพาะในเพศหญิงวัยกลางคน

ชื่อ "โรคเกรฟส์" มาจากชื่อของแพทย์ Robert James Graves ชาวไอริช ซึ่งเป็นผู้บรรยายลักษณะของโรคนี้อย่างเป็นระบบครั้งแรกในช่วงปี ค.ศ. 1835 โรคนี้พบได้ประมาณ 0.5–2% ของประชากรทั่วไป และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 5–10 เท่า โดยมักเกิดในช่วงอายุ 30–50 ปี นอกจากนี้ยังพบได้ในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์หรือโรคภูมิคุ้มกันตนเองอื่น ๆ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

สาเหตุหลักของโรคเกรฟส์เกิดจากการสร้างแอนติบอดีที่เรียกว่า Thyroid-stimulating immunoglobulin (TSI) หรือ Thyrotropin receptor antibody (TRAb) ซึ่งไปกระตุ้นตัวรับของฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH receptor) บนเซลล์ของต่อมไทรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ออกมามากผิดปกติ

ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่:

  • เพศหญิง
  • ประวัติครอบครัวเป็นโรคเกรฟส์หรือโรคภูมิคุ้มกันอื่น
  • ความเครียดเรื้อรัง
  • การสูบบุหรี่ (เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตาโปนในโรคเกรฟส์)
  • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด
  • หลังคลอดบุตร (Postpartum thyroiditis ที่อาจพัฒนาเป็นโรคเกรฟส์)

อาการและอาการแสดง

อาการของโรคเกรฟส์เกิดจากระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในเลือดที่สูงเกินไป ส่งผลต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย อาการที่พบบ่อย ได้แก่:

  • น้ำหนักลดแม้รับประทานอาหารได้ตามปกติหรือมากขึ้น
  • หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น มือสั่น
  • เหงื่อออกมาก ไม่ทนต่อความร้อน
  • หงุดหงิด วิตกกังวล นอนไม่หลับ
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • ประจำเดือนมาน้อยหรือขาดประจำเดือน
  • ตาโปน (Graves’ ophthalmopathy) พบในบางราย
  • นิ้วปุ้ม (Acropachy) พบในบางราย
  • ผิวหนังหนาตรงหน้าแข้ง (Pretibial myxedema) พบได้น้อย


การวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคเกรฟส์อาศัยการตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันภาวะไทรอยด์เป็นพิษและตรวจหาสาเหตุที่ชี้ชัดว่าเกิดจากภูมิคุ้มกัน เช่น การตรวจแอนติบอดีจำเพาะของโรคเกรฟส์

การตรวจที่ใช้ในการวินิจฉัย คือ

  1. การตรวจระดับฮอร์โมนในเลือด: พบระดับ Free T4 และ T3 สูง และ TSH ต่ำ
  2. การตรวจแอนติบอดี: พบ TRAb หรือ TSI เป็นบวก
  3. การตรวจภาพทางรังสี: เช่น การตรวจกลืนสารรังสีไอโอดีน (Radioactive iodine uptake test) พบว่ามีการจับสารรังสีที่ต่อมไทรอยด์เพิ่มขึ้นทั่วทั้งต่อม
  4. การตรวจอัลตราซาวนด์ต่อมไทรอยด์: พบต่อมโตแบบกระจาย ไม่มีปุ่มก้อน

การวินิจฉัยแยกโรคของภาวะไทรอยด์เป็นพิษ

โรค ลักษณะเฉพาะทางคลินิก ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจกลืนสารรังสีไอโอดีน
Graves’ disease ต่อมไทรอยด์โตแบบกระจาย ตาโปน ผิวหนังหนา TSH ต่ำ, Free T4/T3 สูง, TRAb บวก จับสารรังสีเพิ่มขึ้นทั่วต่อม
Toxic multinodular goiter ต่อมโตไม่สม่ำเสมอ มีหลายปุ่ม TSH ต่ำ, Free T4/T3 สูง, TRAb ลบ จับสารรังสีเฉพาะบริเวณปุ่ม
Thyroiditis ต่อมอาจโต เจ็บได้ TSH ต่ำ, Free T4/T3 สูง, ESR สูง จับสารรังสีลดลง

การรักษา

เป้าหมายของการรักษาโรคเกรฟส์คือการควบคุมการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ ลดอาการ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน วิธีการรักษาประกอบด้วย:

  • ยาแอนติไทรอยด์ (Antithyroid drugs): เช่น Methimazole หรือ Propylthiouracil (PTU) ใช้เพื่อลดการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์
  • ยาควบคุมอาการ: เช่น Beta-blockers (Propranolol) เพื่อลดอาการใจสั่นและมือสั่น
  • การกลืนไอโอดีนรังสี (Radioactive iodine ablation): ใช้ทำลายเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์บางส่วนให้การทำงานลดลง
  • การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ (Thyroidectomy): ใช้ในรายที่มีต่อมโตมาก หรือมีข้อห้ามต่อการใช้ยาและไอโอดีนรังสี
  • การรักษาภาวะตาโปน (Graves’ ophthalmopathy): เช่น การใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์ ยากดภูมิ หรือการผ่าตัดลดความดันในเบ้าตา


พยากรณ์โรค

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยา แต่บางรายอาจมีการกลับเป็นซ้ำหลังหยุดยา การรักษาด้วยไอโอดีนรังสีหรือการผ่าตัดมักให้ผลถาวร อย่างไรก็ตามบางรายอาจเกิดภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำหลังการรักษา จำเป็นต้องรับประทานฮอร์โมนทดแทนตลอดชีวิต

การป้องกัน

ยังไม่มีวิธีการป้องกันโรคเกรฟส์โดยเฉพาะ แต่สามารถลดความเสี่ยงและควบคุมไม่ให้โรครุนแรงขึ้นได้โดย:

  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • ควบคุมความเครียด
  • ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต่อมไทรอยด์

สรุป

โรคเกรฟส์ (Graves’ disease) เป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานเกินจากภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ พบมากในผู้หญิงวัยกลางคน สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจเลือดและการตรวจหาภูมิคุ้มกันจำเพาะ การรักษามีทั้งการใช้ยา กลืนไอโอดีนรังสี และการผ่าตัด โดยส่วนใหญ่พยากรณ์โรคดีหากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและติดตามอาการต่อเนื่อง