ภาวะแพ้ยา (Drug allergy)

ภาวะแพ้ยา (drug allergy หรือ drug hypersensitivity) คือการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติต่อยา โดยร่างกายมองว่ายาเป็นสิ่งแปลกปลอมและกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นทันทีหรือภายหลังการได้รับยาหลายชั่วโมงถึงหลายวัน ขึ้นอยู่กับชนิดของปฏิกิริยา

ชนิดของภาวะแพ้ยา

ภาวะแพ้ยาแบ่งตามกลไกการเกิดได้เป็น 4 ชนิด (Hypersensitivity Type I–IV) โดยแต่ละชนิดมีกลไกและอาการแตกต่างกัน ดังนี้

ชนิดของการแพ้ (Type) กลไก ระยะเวลาเกิดอาการ ตัวอย่างยา ลักษณะทางคลินิก
Type I (Immediate, IgE-mediated) IgE กระตุ้นการหลั่งฮีสตามีนจาก mast cell ภายในไม่กี่นาทีถึงชั่วโมง Penicillin, Cephalosporins, β-Lactam, วัคซีน, สารตัวเติม (excipients) ลมพิษ (Urticaria), คัน, หอบหืด, ช็อก (Anaphylaxis)
Type II (Cytotoxic) IgG/IgM ทำลายเซลล์ของร่างกายโดยจับกับ antigen บนผิวเซลล์ หลายชั่วโมงถึงวัน Penicillin, Methyldopa, Quinidine ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia), เกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia)
Type III (Immune complex-mediated) เกิดการตกตะกอนของ immune complex ในเนื้อเยื่อ 1–3 สัปดาห์หลังได้รับยา Sulfonamides, Allopurinol, Phenytoin, เซรุ่ม/พลาสมา ไข้, ผื่น, ปวดข้อ, Vasculitis, Serum sickness-like reaction
Type IV (Delayed-type, T-cell mediated) เซลล์ T lymphocyte ทำลายเซลล์เป้าหมายโดยตรง 48–72 ชั่วโมง หรือมากกว่า Anticonvulsants, Sulfonamides, Tetracyclines, NSAIDs, Barbiturates, Allopurinol, Phenolphthalein ผื่น maculopapular, fixed drug eruption, Stevens-Johnson syndrome, Toxic epidermal necrolysis

อาการอาจทับซ้อนกันได้ บางครั้งการจำแนกต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ

การเกิด cross-reaction ระหว่างยาบางกลุ่ม

  • Penicillin – Cephalosporins: อาจมี cross-reactivity กันในผู้ป่วยที่แพ้รุนแรง (โดยเฉพาะ anaphylaxis)
  • Penicillin – Carbapenems: อาจมี cross-reactivity กัน แต่น้อยมาก (<1%) แต่ต้องระวังในผู้ที่แพ้เพนิซิลลินแบบ anaphylaxis
  • Sulfonamide antibiotics – Sulfonamide diuretics: โดยทั่วไปมีความเสี่ยงต่ำ แต่ควรระวังในผู้แพ้รุนแรง
  • Anticonvulsants (เช่น phenytoin, carbamazepine, phenobarbital): มักมี cross-reactivity กันในผื่นแพ้ยารุนแรง เช่น SJS/TEN


การวินิจฉัยและการทดสอบสนับสนุน

  1. ซักประวัติอย่างละเอียด — เวลาที่เริ่มอาการ รูปแบบผื่น ประวัติการได้รับยาซ้ำ และประวัติการแพ้ยาในอดีต
  2. การตรวจผิวหนัง (skin testing) — มีบทบาทสำคัญสำหรับการแพ้เพนิซิลลิน (และบางกรณีของ immediate reactions) เพื่อช่วยแยกคนที่เสี่ยงสูงออกจากผู้ที่สามารถรับยาได้อย่างปลอดภัย
  3. การลองแบบเพิ่มขนาด (graded challenge) — ใช้ในผู้มีประวัติการแพ้ผิวหนังเพียงเล็กน้อยหรือประวัติผ่านมานานและผลทดสอบผิวหนังลบ
  4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการตามอาการ — CBC (เพื่อตรวจ eosinophilia), ตับ ไต ถ้าสงสัย DRESS หรือ SJS/TEN, การตรวจเลือด/biopsy ผิวหนังในกรณี SJS/TEN

การรักษาภาวะแพ้ยาโดยทั่วไป

  • หยุดยาโดยทันทีเมื่อสงสัยว่ามีอาการแพ้ยา
  • รักษาตามอาการ เช่น ยาต้านฮีสตามีน, corticosteroids, และในรายรุนแรงให้การรักษาภาวะฉุกเฉิน
  • ผู้ที่มีประวัติ anaphylaxis ควรพก adrenaline auto-injector ติดตัว

การรักษาภาวะฉุกเฉิน

  1. Anaphylaxis ฉีด adrenaline ทันที, ให้ออกซิเจน, ฉีด antihistamines และ corticosteroids
  2. SJS/TEN (ผิวหนังลอกและเยื่อเมือกเสียหาย) ดูแลแผลใน ICU หรือ Burn unit ให้สารน้ำ, ป้องกันการติดเชื้อ, อาจให้ IVIG, cyclosporine, corticosteroidsตามดุลพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  3. DRESS (Drug Reaction with Eosinophilia and Systemic Symptoms) ให้ corticosteroids ทางปากหรือทางหลอดเลือดดำ และการติดตามการทำงานของอวัยวะภายใน (ตับ ไต ฯลฯ)
  4. Fixed drug eruption ทาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ, ให้ antihistamine ลดอาการคัน, ในรายที่มีแผลพุพองมากอาจให้สเตียรอยด์รับประทานช่วงสั้น ๆ

การทำ Desensitization

เมื่อผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยาแต่ยานั้นเป็นยาจำเป็น (เช่น penicillin ในกรณีติดเชื้อที่ดื้อยาทางเลือก) อาจพิจารณาทำ desensitization ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ (ขั้นตอนให้ยาทางหลอดเลือดหรือทางปากด้วยการเพิ่มขนาดอย่างค่อยเป็นค่อยไป) เพื่อสร้างภาวะทนชั่วคราวต่อยานั้น ** แต่ห้ามทำในกรณีที่ผู้ป่วยเคยมี SJS/TEN

การป้องกันภาวะแพ้ยา

  • สอบถามและบันทึกประวัติการแพ้ยาอย่างละเอียดก่อนให้ยา
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีโอกาส cross-reaction
  • ในบางกรณีสามารถทดสอบการแพ้ยา (drug skin test) ได้ เช่น penicillin
  • ให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงยาที่แพ้ และวิธีปฏิบัติเมื่อเกิดอาการแพ้รุนแรง เช่น หอบ แน่นหน้าอก ผื่นลุกลาม ปาก/ลิ้นบวม
  • บันทึกข้อมูล “แพ้ยา” ไว้ในเวชระเบียนหรือบัตรสุขภาพเพื่อป้องกันการได้รับซ้ำ

สรุป

ภาวะแพ้ยาเป็นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่อาจเกิดได้หลายแบบ ตั้งแต่ผื่นคันเล็กน้อยจนถึงอาการรุนแรงถึงชีวิต การจำแนกชนิดของการแพ้ยา เช่น Type I–IV ช่วยให้เข้าใจกลไกและแนวทางการรักษาที่เหมาะสม การหลีกเลี่ยงยาที่เป็นสาเหตุและบันทึกประวัติแพ้ยาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันการเกิดซ้ำในอนาคต