โรคขาดอิมมูโนโกลบูลินเอ (Selective IgA Deficiency, SIgAD)
โรคขาดอิมมูโนโกลบูลินเอ เป็นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิ โดยพบอุบัติการณ์ประมาณ 1 ใน 500 ถึง 1 ใน 700 คนในประชากรทั่วไปในยุโรปและอเมริกา ส่วนในเอเชียพบได้ต่ำกว่าเล็กน้อย ผู้ป่วยบางรายไม่แสดงอาการและตรวจพบโดยบังเอิญขณะตรวจสุขภาพหรือประเมินโรคอื่น ๆ
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
โรคนี้เกิดจากความบกพร่องของการเปลี่ยนแปลงบีลิมโฟไซต์ (B lymphocytes) เป็นพลาสมาเซลล์ที่สามารถสร้างอิมมูโนโกลบูลินเอ (IgA) ได้ ทำให้ระดับ IgA ในเลือดต่ำมากหรือไม่สามารถตรวจพบได้ แม้ว่าระดับอิมมูโนโกลบูลินชนิดอื่น เช่น IgG และ IgM จะปกติ สาเหตุส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม โดยอาจมีความสัมพันธ์กับยีนในบริเวณ HLA-B8, DR3 และ DQ2 นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าอาจเกิดร่วมกับโรคภูมิต้านตนเอง เช่น โรคไทรอยด์อักเสบจากภูมิต้านตนเอง หรือโรคเซลิแอค (Celiac disease)
อาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการใด ๆ แต่บางรายอาจมีอาการจากการติดเชื้อซ้ำหรือโรคแพ้ภูมิตนเองร่วมด้วย โดยอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่:
- ติดเชื้อทางเดินหายใจซ้ำ เช่น ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ
- ติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสียเรื้อรังจาก Giardia lamblia
- โรคภูมิแพ้ เช่น โรคหืด หรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
- โรคภูมิต้านตนเอง เช่น โรคลูปัส (SLE), โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, โรคเซลิแอค
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยอาศัยการตรวจระดับอิมมูโนโกลบูลินในเลือด โดยเฉพาะระดับ IgA ที่ต่ำกว่า 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ขณะที่ IgG และ IgM อยู่ในเกณฑ์ปกติ ทั้งนี้ควรแยกจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดอื่น โดยเฉพาะ Common Variable Immunodeficiency (CVID) ที่อาจมีลักษณะคล้ายกันแต่ระดับ IgG มักต่ำด้วย
การวินิจฉัยแยกโรค
| โรค |
ระดับ IgA |
ระดับ IgG |
ระดับ IgM |
ลักษณะเด่นทางคลินิก |
| Selective IgA Deficiency |
ต่ำมากหรือไม่พบ |
ปกติ |
ปกติ |
ติดเชื้อทางเดินหายใจและอาหารซ้ำ, โรคภูมิแพ้, โรคภูมิต้านตนเอง |
| Common Variable Immunodeficiency (CVID) |
ต่ำ |
ต่ำ |
ต่ำหรือปกติ |
ติดเชื้อเรื้อรังรุนแรง, ต่อมน้ำเหลืองโต, ม้ามโต |
| Transient Hypogammaglobulinemia of Infancy |
ต่ำชั่วคราว |
ต่ำชั่วคราว |
ปกติ |
พบในทารก, มักหายได้เองเมื่ออายุมากขึ้น |
การรักษา
ยังไม่มีการรักษาที่ทำให้ร่างกายกลับมาสร้าง IgA ได้ตามปกติ การดูแลรักษาจึงเน้นที่การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ เช่น
- ให้ยาปฏิชีวนะเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรีย
- หลีกเลี่ยงการรับเลือดหรือพลาสมาที่มี IgA เนื่องจากอาจกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรง (anaphylaxis)
- กรณีติดเชื้อรุนแรงบ่อย อาจพิจารณาให้ immunoglobulin replacement therapy แบบที่มีปริมาณ IgA ต่ำมาก
- ติดตามประเมินโรคภูมิต้านตนเองหรือโรคแพ้ภูมิร่วมด้วย
พยากรณ์โรค
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีพยากรณ์โรคดี โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีอาการรุนแรงหรือไม่เกิดโรคแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่มีการติดเชื้อซ้ำหรือมีโรคภูมิต้านตนเองร่วม จะต้องได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบางรายอาจพัฒนาเป็น CVID ได้ในอนาคต
การป้องกัน
ไม่สามารถป้องกันโรคได้โดยตรงเนื่องจากมีพื้นฐานทางพันธุกรรม แต่สามารถลดภาวะแทรกซ้อนได้โดยการ:
- ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลให้ดี
- ฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์ โดยหลีกเลี่ยงวัคซีนเชื้อเป็นในผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
- หลีกเลี่ยงการรับเลือดหรือผลิตภัณฑ์เลือดที่มี IgA
สรุป
โรคขาดอิมมูโนโกลบูลินเอ (SIgAD) เป็นภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่พบบ่อยที่สุด มีตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงติดเชื้อเรื้อรังหรือเกิดโรคภูมิต้านตนเองร่วม การวินิจฉัยอาศัยการตรวจระดับ IgA ในเลือด ส่วนการรักษามุ่งเน้นการควบคุมการติดเชื้อและการติดตามภาวะแทรกซ้อนระยะยาว การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการรับเลือดที่มี IgA และการดูแลสุขภาพทั่วไปเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในอนาคต