โรคเดอมาโตไมโอไซติสในเด็ก
(Juvenile Dermatomyositis, JDM)

โรคเดอมาโตไมโอไซติสในเด็ก (JDM) เป็นโรคกล้ามเนื้ออักเสบชนิดหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย พบได้ค่อนข้างน้อย เพียง 2–4 รายต่อหนึ่งล้านคนต่อปี มักเกิดในเด็กอายุระหว่าง 5–15 ปี และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายเล็กน้อย

ความแตกต่างระหว่างเดอมาโตไมโอไซติสในเด็ก (JDM) กับในผู้ใหญ่ (ADM)

หัวข้อเปรียบเทียบ JDM ADM
อายุที่เริ่มป่วย อายุ 5–15 ปี ช่วงอายุ 40–60 ปี
พยาธิสภาพของหลอดเลือด (Vasculopathy) พบเด่นชัด โดยเฉพาะในหลอดเลือดขนาดเล็กของกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และทางเดินอาหาร พบได้แต่ไม่เด่นเท่าในเด็ก
ลักษณะผื่นผิวหนัง มีผื่นคล้ายกัน (Heliotrope rash, Gottron’s papules) แต่ผื่นมักกระจายกว้างกว่า และเกิด calcinosis บ่อย ผื่นลักษณะคล้ายกันแต่ไม่ค่อยเกิด calcinosis
อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อ่อนแรงบริเวณใกล้ลำตัว (ไหล่ สะโพก) แบบสมมาตร และอาจมีปัญหากลืนหรือหายใจร่วม ลักษณะคล้ายกัน แต่อาจรุนแรงกว่า โดยเฉพาะในผู้ที่มีมะเร็งร่วม
อวัยวะอื่นที่เกี่ยวข้อง อาจมีหลอดเลือดทางเดินอาหารอักเสบ ลำไส้ทะลุ หรือปอดอักเสบ พบโรคปอดแทรกซ้อน (interstitial lung disease) ได้บ่อยกว่า
ภาวะมะเร็งร่วม พบได้น้อยมาก พบได้บ่อย โดยเฉพาะมะเร็งรังไข่ ปอด และเต้านม (10–30%)

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

สาเหตุที่แท้จริงของ JDM ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากการทำงานผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดเล็กในกล้ามเนื้อและผิวหนัง (vasculopathy) ซึ่งนำไปสู่การทำลายเซลล์กล้ามเนื้อและผิวหนัง

ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่:

  • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น Coxsackievirus, Parvovirus B19, Epstein-Barr virus
  • พันธุกรรม เช่น HLA-DR3, HLA-DQA1*0501
  • สิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม เช่น รังสีอัลตราไวโอเลต (UV)
  • การตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป


อาการและอาการแสดง

ลักษณะสำคัญของโรค JDM คือมีทั้ง กล้ามเนื้ออักเสบ และ ผื่นผิวหนังเฉพาะ ร่วมกัน โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่:

  1. กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะบริเวณไหล่ ต้นแขน สะโพก และต้นขา ทำให้ลุกจากท่านั่งหรือลงบันไดยาก
  2. ผื่นผิวหนังเฉพาะ เช่น
    • ผื่นสีม่วงแดงรอบเปลือกตา (Heliotrope rash)
    • ผื่นหรือรอยนูนสีแดงม่วงบริเวณข้อนิ้วมือ (Gottron’s papules)
    • ผื่นตามใบหน้า หน้าอก หลัง และข้อศอก
  3. หลอดเลือดขนาดเล็กอุดตันหรือถูกทำลาย เช่น
    • ผื่นหรือรอยจ้ำเลือด (purpura) บริเวณปลายมือหรือเท้า
    • แผลเน่าตาย (ulceration, necrosis) โดยเฉพาะบริเวณปลายแขนขา
    • มีการสะสมของแคลเซียมใต้ผิวหนัง (calcinosis cutis) จากการขาดเลือดเรื้อรัง
    • ปวดท้องรุนแรงจากลำไส้ขาดเลือด บางรายอาจมีลำไส้ทะลุจากเนื้อลำไส้ที่ตาย
    • ความดันในหลอดเลือดปอดสูง (pulmonary hypertension) จากการอักเสบของหลอดเลือดในปอด ทำให้เหนื่อยง่าย
    • ปวดศีรษะ ชัก อัมพาตบางส่วน จากการขาดเลือดที่สมอง
  4. อาการอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีไข้ น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ กลืนลำบากหรือหายใจลำบากจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหายใจ

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคเดอมาโตไมโอไซติสในเด็กอาศัยการประเมินอาการทางคลินิก ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และผลการตรวจภาพกล้ามเนื้อร่วมกัน โดยใช้เกณฑ์ Bohan และ Peter ซึ่งประกอบด้วย:

  1. กล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบสมมาตร โดยเฉพาะกล้ามเนื้อใกล้ลำตัว
  2. ระดับเอนไซม์กล้ามเนื้อในเลือดสูง (เช่น CK, AST, ALT, LDH, Aldolase)
  3. ผลคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG) แสดงลักษณะของ myopathic changes
  4. ผลชิ้นเนื้อกล้ามเนื้อแสดงการอักเสบของหลอดเลือดและการเสื่อมของเส้นใยกล้ามเนื้อ (perifascicular atrophy)
  5. มีผื่นลักษณะเฉพาะของ dermatomyositis

หากมีผื่นเฉพาะและพบอย่างน้อย 3 ใน 4 ข้อข้างต้น จะถือว่าวินิจฉัยได้

การรักษา

เป้าหมายการรักษาคือการลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและผิวหนัง ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และคงสมรรถภาพของกล้ามเนื้อไว้ การรักษาหลักประกอบด้วย:

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เช่น Prednisolone เป็นยาหลักเริ่มต้นในการควบคุมการอักเสบ
  • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressants) เช่น Methotrexate, Azathioprine หรือ Mycophenolate mofetil ใช้ร่วมเพื่อลดขนาดยา steroid และควบคุมโรค
  • การให้ IVIG (Intravenous immunoglobulin) ในรายที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยา
  • การทำกายภาพบำบัด เพื่อคงการเคลื่อนไหวและป้องกันกล้ามเนื้อลีบ
  • การหลีกเลี่ยงแสงแดด และการทาครีมกันแดดเพื่อลดการกำเริบของผื่นผิวหนัง


พยากรณ์โรค

เด็กส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมมีพยากรณ์โรคที่ดี โดยประมาณ 70–80% สามารถควบคุมโรคได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม บางรายอาจมีการกลับเป็นซ้ำ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การสะสมแคลเซียมใต้ผิวหนัง (calcinosis) และ กล้ามเนื้ออ่อนแรงถาวร ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิต

การป้องกัน

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรค JDM ที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถลดความรุนแรงของอาการได้โดย:

  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และทาครีมกันแดดเป็นประจำ
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ
  • ออกกำลังกายหรือทำกายภาพตามโปรแกรมที่เหมาะสม
  • ติดตามอาการและตรวจเลือดตามนัดเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

สรุป

โรคเดอมาโตไมโอไซติสในเด็ก (Juvenile Dermatomyositis: JDM) เป็นโรคอักเสบของกล้ามเนื้อและผิวหนังที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน แม้จะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย แต่หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก สามารถควบคุมอาการได้ดีและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เด็กส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ