โรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกัน (Autoimmune Hepatitis, AIH)
โรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกัน (AIH) เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่พบไม่บ่อยนัก โดยมีอุบัติการณ์ประมาณ 1–2 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี พบได้ในทุกช่วงอายุ แต่พบบ่อยใน เพศหญิงมากกว่าเพศชาย (ประมาณ 3–4 เท่า) และมักเกิดในช่วงวัยหนุ่มสาวหรือวัยกลางคน อย่างไรก็ตาม เด็กและผู้สูงอายุก็สามารถเป็นได้เช่นกัน
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจาก ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ที่ทำให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีมาทำลายเซลล์ตับของตนเอง ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและตับถูกทำลายไปทีละน้อย
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- กรรมพันธุ์ – ความสัมพันธ์กับยีน HLA-DR3, HLA-DR4
- เพศหญิง – พบได้บ่อยกว่าชัดเจน
- การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น Epstein-Barr virus, hepatitis viruses
- การใช้ยาบางชนิด เช่น minocycline, nitrofurantoin
- ภาวะภูมิคุ้มกันไวเกินหรือโรคภูมิคุ้มกันอื่น เช่น โรคไทรอยด์อักเสบจากภูมิคุ้มกัน หรือโรค SLE
อาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยอาจมีอาการได้ตั้งแต่ไม่รุนแรงจนถึงรุนแรงเฉียบพลัน อาการที่พบบ่อย ได้แก่
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ น้ำหนักลด
- ปวดชายโครงขวา
- ดีซ่าน (ตาเหลือง ตัวเหลือง)
- ตับโต หรือม้ามโต
- ในรายเรื้อรังอาจมีอาการของโรคตับแข็ง เช่น ท้องมาน หรือเลือดออกง่าย
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันอาศัยข้อมูลจากประวัติ ตรวจร่างกาย การตรวจเลือด และการตรวจชิ้นเนื้อตับ โดยต้องแยกจากโรคตับอักเสบชนิดอื่น เช่น ตับอักเสบจากไวรัส แอลกอฮอล์ หรือยา
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- ระดับเอนไซม์ตับ (AST, ALT) สูง
- ค่าแอนติบอดีที่พบ เช่น ANA (antinuclear antibody), SMA (anti–smooth muscle antibody), LKM-1 antibody
- ระดับ IgG ในเลือดสูงกว่าปกติ
- ผลตรวจชิ้นเนื้อตับแสดงการอักเสบและการแทรกซึมของเซลล์พลาสมา (interface hepatitis)
การวินิจฉัยแยกโรค
| โรคที่ต้องแยกจาก AIH |
ลักษณะเฉพาะ |
การตรวจยืนยัน |
| ตับอักเสบจากไวรัส (A, B, C, E) |
มีประวัติเสี่ยงและผลตรวจไวรัสบวก |
ตรวจ viral marker เช่น HBsAg, anti-HCV |
| ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ |
ประวัติดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง, มีค่า AST สูงกว่า ALT |
ประวัติและผลเลือดทางชีวเคมี |
| ตับอักเสบจากยา (Drug-induced hepatitis) |
เกิดภายหลังใช้ยา, ดีขึ้นหลังหยุดยา |
ประวัติการใช้ยา, ตัดสาเหตุอื่นออก |
| Primary biliary cholangitis (PBC) |
มักพบในหญิงวัยกลางคน, คัน, มี AMA positive |
ตรวจ anti-mitochondrial antibody (AMA) |
| Primary sclerosing cholangitis (PSC) |
มักพบร่วมกับโรคลำไส้อักเสบ (IBD) |
MRCP/ERCP พบการตีบและขยายของท่อน้ำดี |
การรักษา
เป้าหมายของการรักษาคือการลดการอักเสบของตับและป้องกันการเกิดตับแข็ง โดยการใช้ยาเพื่อกดภูมิคุ้มกัน ดังนี้
- Prednisone (ยากลุ่มสเตียรอยด์) – เป็นยาหลักที่ใช้ในช่วงเริ่มต้น
- Azathioprine – ใช้ร่วมเพื่อลดขนาดสเตียรอยด์และคงผลการรักษา
- ในบางรายอาจใช้ยาอื่น เช่น mycophenolate mofetil หรือ budesonide
- ในรายที่ตับถูกทำลายรุนแรงจนเกิดภาวะตับวาย อาจพิจารณาการปลูกถ่ายตับ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตอบสนองต่อการรักษาดี โดยเอนไซม์ตับกลับสู่ปกติภายใน 6–12 เดือน แต่จำเป็นต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะโรคสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้เมื่อหยุดยาเร็วเกินไป
พยากรณ์โรค
หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผู้ป่วยประมาณ 70–80% สามารถควบคุมโรคได้ดีและมีอายุยืนยาวใกล้เคียงปกติ แต่หากไม่ได้รับการรักษา โรคจะดำเนินไปจนเกิดตับแข็งและภาวะตับวาย ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
การป้องกัน
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันเฉพาะสำหรับโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกัน แต่การตรวจพบและรักษาแต่เนิ่น ๆ สามารถป้องกันการเกิดตับแข็งได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ยาที่เป็นพิษต่อตับ และควบคุมโรคภูมิคุ้มกันอื่น ๆ ที่เป็นร่วมด้วย
สรุป
โรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกัน (Autoimmune Hepatitis) เป็นโรคเรื้อรังที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลล์ตับตนเอง แม้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยยากดภูมิคุ้มกัน หากได้รับการวินิจฉัยเร็วและรักษาต่อเนื่อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีคุณภาพชีวิตและอายุขัยใกล้เคียงคนปกติ