โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (Atopic dermatitis, Eczema)

โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “กลากภูมิแพ้” หรือ “เอ็กซีมา” เป็นโรคผื่นคันที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็ก พบได้ทั่วโลกประมาณ 15–20% ของเด็ก และ 1–3% ของผู้ใหญ่ ในประเทศไทยพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในเขตเมือง เนื่องจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง เช่น การสัมผัสสารก่อภูมิแพ้และมลพิษทางอากาศ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

โรคนี้เกิดจากความผิดปกติร่วมกันของระบบภูมิคุ้มกันและโครงสร้างผิวหนัง ทำให้ผิวสูญเสียความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้นและป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้เกิดการอักเสบและอาการคัน โดยมีปัจจัยหลักดังนี้

  • พันธุกรรม: ความผิดปกติของยีน filaggrin ทำให้เกราะป้องกันผิวหนังอ่อนแอ
  • ระบบภูมิคุ้มกันไวเกิน: ร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้มากกว่าปกติ
  • สิ่งแวดล้อม: อากาศแห้ง ฝุ่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ หรือควันบุหรี่
  • การติดเชื้อ: การติดเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus บนผิวหนังช่วยกระตุ้นการอักเสบ
  • ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ: เป็นตัวกระตุ้นให้โรคกำเริบ
  • ภาวะภูมิแพ้อื่นร่วม: เช่น โรคหอบหืด หรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

อาการ

อาการจะแตกต่างกันตามอายุและระยะของโรค แต่ลักษณะร่วมที่สำคัญคืออาการ คันและผิวหนังแห้ง ซึ่งมักกำเริบเป็นระยะๆ ดังนี้

  • ระยะทารก (อายุน้อยกว่า 2 ปี): ผื่นแดง ตุ่มน้ำคัน มักพบที่แก้ม หน้าผาก หนังศีรษะ และแขนขาด้านนอก
  • ระยะเด็กโต (2–12 ปี): ผื่นมักอยู่บริเวณข้อพับ เช่น ข้อศอก เข่า และลำคอ
  • ระยะผู้ใหญ่: ผิวหนาและหยาบจากการเกาเรื้อรัง โดยเฉพาะที่มือ ข้อมือ ข้อเท้า หรือรอบตา

อาการทั่วไป ได้แก่ ผิวแห้ง คันมากโดยเฉพาะตอนกลางคืน เกาจนเกิดแผล และมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน



การวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ส่วนใหญ่ทำได้จากประวัติและลักษณะอาการทางคลินิก ไม่มีการตรวจเฉพาะเจาะจงที่ยืนยันโรคได้แน่นอน โดยแพทย์จะพิจารณาจากอาการคัน การเป็นเรื้อรัง และตำแหน่งของผื่นที่เป็นลักษณะเฉพาะ

เกณฑ์การวินิจฉัยหลัก (ตาม Hanifin และ Rajka)

  1. คันเรื้อรังเป็นลักษณะเด่น
  2. มีลักษณะผื่นและตำแหน่งเฉพาะตามช่วงอายุ
  3. มีประวัติส่วนตัวหรือครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ เช่น หอบหืด หรือจมูกอักเสบภูมิแพ้
  4. มีผิวแห้งอย่างต่อเนื่อง

การวินิจฉัยแยกโรค

โรค ลักษณะที่แตกต่างจาก Eczema
โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ผื่นแดงหนา มีขุยสีเงิน มักพบที่ศอก เข่า หนังศีรษะ ไม่คันมาก
กลาก (Tinea corporis) ผื่นวงแดงขอบชัด มีขุยรอบนอก ตรวจพบเชื้อราได้จากการขูดตรวจผิวหนัง
ผื่นแพ้สัมผัส (Contact dermatitis) เกิดเฉพาะบริเวณที่สัมผัสสารก่อระคายเคือง เช่น โลหะ น้ำยาซักผ้า
หิด (Scabies) คันมากตอนกลางคืน พบตุ่มน้ำและรอยขีดบริเวณนิ้วมือ ข้อมือ เอว
ผื่นลมพิษ (Urticaria) ผื่นนูนแดงหายภายใน 24 ชั่วโมง ไม่มีผิวแห้งหรือหนา

การรักษา

การรักษาโรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้มุ่งเน้นไปที่การลดการอักเสบของผิวหนัง ลดอาการคัน และฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวหนัง รวมถึงการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและการดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง

  1. การดูแลทั่วไป
    • หลีกเลี่ยงการเกาและสิ่งที่ทำให้คัน เช่น เหงื่อ ร้อนจัด หรือสบู่รุนแรง
    • อาบน้ำอุ่นอุณหภูมิไม่เกิน 37°C ใช้สบู่อ่อนหรือสบู่ที่ไม่มีน้ำหอม
    • ทาครีมหรือโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำ
    • สวมเสื้อผ้าฝ้าย หลีกเลี่ยงผ้าขนสัตว์หรือผ้าใยสังเคราะห์
  2. การใช้ยา
    • ยาทาภายนอก:
      • ยาสเตียรอยด์ทาผิว (Topical corticosteroids) เช่น hydrocortisone, betamethasone
      • ยากดภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ (Topical calcineurin inhibitors) เช่น tacrolimus, pimecrolimus
      • ยาปฏิชีวนะทาในกรณีมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วม
    • ยารับประทาน:
      • ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines) เพื่อลดอาการคัน
      • ยาต้านการอักเสบในรายรุนแรง เช่น corticosteroids หรือ cyclosporine (ใช้ตามดุลยพินิจแพทย์)
  3. การรักษาอื่น
    • การฉายแสงอัลตราไวโอเลต (Phototherapy) ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยา
    • ยาชีวภาพ (Biologics) เช่น dupilumab สำหรับผู้ป่วยรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้


พยากรณ์โรค

โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้มักมีอาการเป็นๆ หายๆ โดยเฉพาะในเด็กส่วนใหญ่จะดีขึ้นเมื่อโตขึ้น แต่ในบางรายอาจคงอยู่จนถึงวัยผู้ใหญ่ หากได้รับการดูแลผิวอย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น สามารถควบคุมอาการได้ดีและลดการกำเริบได้มาก

การป้องกัน

  • ดูแลผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเด็กทารกที่มีผิวแห้ง
  • หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ และควันบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์สูง
  • ควบคุมโรคภูมิแพ้อื่นๆ ที่มีร่วม เช่น หอบหืดหรือจมูกอักเสบภูมิแพ้
  • พักผ่อนเพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

สรุป

โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้เป็นโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของภูมิคุ้มกันและเกราะป้องกันผิวหนัง มีลักษณะเด่นคืออาการคันและผิวแห้ง เป็นๆ หายๆ แม้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการและลดการกำเริบได้ด้วยการดูแลผิวอย่างถูกวิธี การใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ และการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ