โรคไมแอสทีเนียกราวิส (Myasthenia Gravis, MG)
โรคไมแอสทีเนียกราวิส หรือโรค MG เป็นโรคทางระบบประสาทอัตโนมัติที่พบไม่บ่อยมากนัก อุบัติการณ์ประมาณ 10–20 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคน สามารถเกิดได้ในทุกช่วงอายุ แต่พบบ่อยในเพศหญิงช่วงอายุ 20–40 ปี และเพศชายช่วงอายุ 50–70 ปี โรคนี้ไม่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรง แต่อาจมีความสัมพันธ์กับโรคภูมิคุ้มกันตนเองอื่น ๆ
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
สาเหตุของโรคไมแอสทีเนียกราวิสเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อต้านตัวรับสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน (acetylcholine receptor – AChR) ที่บริเวณรอยต่อระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้การส่งสัญญาณประสาทสู่กล้ามเนื้อบกพร่อง ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่
- ความผิดปกติของต่อมไทมัส (thymus gland) เช่น thymoma
- โรคภูมิคุ้มกันตนเองอื่น ๆ เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษหรือโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดอื่น
- ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่ม aminoglycoside, quinidine, หรือ beta-blocker
- การติดเชื้อ ความเครียด และการผ่าตัด ซึ่งอาจกระตุ้นให้โรคกำเริบ
อาการและอาการแสดง
ลักษณะสำคัญของโรคคือ “กล้ามเนื้ออ่อนแรงที่เป็นมากขึ้นเมื่อใช้งาน และดีขึ้นเมื่อพัก” โดยมักเริ่มจากกล้ามเนื้อตา เช่น หนังตาตกหรือการมองเห็นซ้อน จากนั้นอาจลุกลามไปยังกระบอกตา ใบหน้า ลำคอ แขน ขา หรือกล้ามเนื้อหายใจ
- ระยะเริ่มต้น: หนังตาตก (ptosis), มองเห็นซ้อน (diplopia)
- ระยะลุกลาม: พูดไม่ชัด เคี้ยวหรือกลืนลำบาก (bulbar weakness)
- ระยะรุนแรง: หายใจลำบากจากกล้ามเนื้อกระบังลมอ่อนแรง (myasthenic crisis)
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคอาศัยการซักประวัติอาการอ่อนแรงที่สัมพันธ์กับการใช้งานกล้ามเนื้อ และตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมกับการทดสอบทางไฟฟ้ากล้ามเนื้อและแอนติบอดี
การตรวจทางคลินิกและห้องปฏิบัติการ ได้แก่
- การทดสอบยา Edrophonium (Tensilon test): อาการดีขึ้นชั่วคราวหลังให้ยา
- การตรวจแอนติบอดีต่อ AChR หรือ MuSK: พบได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่
- การตรวจไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG): พบการลดลงของการตอบสนอง (decremental response)
- การถ่ายภาพ CT หรือ MRI ช่องอก: เพื่อค้นหาความผิดปกติของต่อมไทมัส
การวินิจฉัยแยกโรค
| โรค |
ลักษณะอาการที่แตกต่าง |
| Lambert-Eaton myasthenic syndrome (LEMS) |
อาการดีขึ้นหลังออกแรง, เกี่ยวข้องกับมะเร็งปอดชนิด small cell |
| โรคกล้ามเนื้อเสื่อม (Muscular dystrophy) |
อ่อนแรงถาวร ไม่ดีขึ้นเมื่อพัก, มักมีประวัติครอบครัว |
| โรคระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral neuropathy) |
มีอาการชาตามมือเท้าร่วมด้วย |
| โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) |
อ่อนแรงเฉียบพลันข้างเดียว ไม่สัมพันธ์กับการใช้งานกล้ามเนื้อ |
การรักษา
การรักษาโรคไมแอสทีเนียกราวิสมีเป้าหมายเพื่อลดอาการอ่อนแรงและควบคุมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน โดยวิธีหลัก ๆ ได้แก่
- ยาต้านเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรส (Acetylcholinesterase inhibitors) เช่น pyridostigmine ช่วยเพิ่มการส่งสัญญาณประสาทสู่กล้ามเนื้อ
- ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น corticosteroids, azathioprine, หรือ mycophenolate mofetil
- การผ่าตัดเอาต่อมไทมัสออก (Thymectomy) ในกรณีมี thymoma หรือผู้ป่วยอายุน้อยที่ไม่มี thymoma ก็อาจได้ประโยชน์
- การรักษาเฉียบพลันในภาวะวิกฤต (Myasthenic crisis) เช่น การให้พลาสมาเฟอรีซีส (plasmapheresis) หรือ IVIG
พยากรณ์โรค
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตอบสนองดีต่อการรักษาและสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ แม้โรคจะไม่หายขาดแต่สามารถควบคุมอาการได้ อย่างไรก็ตาม ภาวะรุนแรงที่กล้ามเนื้อหายใจล้มเหลวอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที
การป้องกัน
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรคไมแอสทีเนียกราวิสโดยเฉพาะ แต่ผู้ป่วยสามารถลดความเสี่ยงของการกำเริบของโรคได้โดยการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น ความเครียด การติดเชื้อ การอดนอน และหลีกเลี่ยงยาที่อาจกระตุ้นอาการ เช่น ยากลุ่ม aminoglycoside หรือ beta-blocker
สรุป
โรคไมแอสทีเนียกราวิสเป็นโรคภูมิคุ้มกันตนเองที่ส่งผลต่อรอยต่อประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ดีขึ้นเมื่อพัก การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการและไฟฟ้ากล้ามเนื้อร่วมกับอาการทางคลินิก การรักษาด้วยยาต้านเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรสและยากดภูมิคุ้มกันสามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ