โรคภูมิคุ้มกันรวมบกพร่องรุนแรง (Severe Combined Immunodeficiency, SCID)
โรคภูมิคุ้มกันรวมบกพร่องรุนแรง เป็นโรคพันธุกรรมที่พบได้ยาก มีอุบัติการณ์ประมาณ 1 ใน 50,000 ถึง 1 ใน 100,000 การเกิดมีชีพทั่วโลก โดยมักตรวจพบในช่วงทารกแรกเกิดถึงอายุไม่เกิน 1 ปี โรคนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว เพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
SCID เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาและการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell และ B-cell ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเหมาะสม สาเหตุหลัก ได้แก่
- พันธุกรรมแบบเชื่อมโยงกับโครโมโซม X (X-linked SCID): เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน IL2RG ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด
- พันธุกรรมแบบออโตโซมรีเซสซีฟ (Autosomal recessive): เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน เช่น ADA, RAG1, RAG2, JAK3 เป็นต้น
- บางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ใหม่ (de novo mutation) ที่ไม่ได้สืบทอดจากพ่อแม่
อาการของโรค
ผู้ป่วย SCID มักแสดงอาการภายในไม่กี่เดือนหลังคลอด โดยมีลักษณะสำคัญคือมีการติดเชื้อบ่อยและรุนแรงจากเชื้อที่โดยปกติไม่ทำให้เกิดโรคในคนทั่วไป อาการที่พบบ่อย ได้แก่:
- ติดเชื้อทางเดินหายใจและทางเดินอาหารบ่อย เช่น ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ ท้องเสียเรื้อรัง
- ติดเชื้อรุนแรงจากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อรา เช่น CMV, Candida
- เจริญเติบโตช้า น้ำหนักไม่เพิ่ม
- ไม่มีต่อมไทมัส (Thymic shadow หายไปในภาพรังสีทรวงอก)
การวินิจฉัย
การวินิจฉัย SCID อาศัยข้อมูลจากประวัติทางคลินิก การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการทดสอบทางพันธุกรรม
- ตรวจระดับและจำนวนของเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (T, B, NK cells)
- ตรวจระดับอิมมูโนโกลบูลิน (IgG, IgA, IgM)
- ตรวจการทำงานของ T-cell ด้วยการกระตุ้นเซลล์ (T-cell proliferation assay)
- ตรวจยืนยันด้วยการตรวจยีน (genetic testing)
การวินิจฉัยแยกโรค
| โรค |
ลักษณะสำคัญ |
ลักษณะที่ต่างจาก SCID |
| Agammaglobulinemia |
ขาด B-cell และแอนติบอดี แต่มี T-cell ปกติ |
SCID มีความผิดปกติของทั้ง T-cell และ B-cell |
| DiGeorge Syndrome |
มีความผิดปกติของ T-cell จากการไม่มีต่อมไทมัส |
มักมีความผิดปกติของหัวใจร่วมด้วย และ B-cell ยังทำงานบางส่วนได้ |
| HIV Infection (ทารก) |
ติดเชื้อไวรัสที่ทำลาย T-cell |
ประวัติการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก และตรวจพบเชื้อ HIV |
การรักษา
SCID เป็นภาวะที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน การรักษาหลักคือการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาทำงานได้ โดยมีแนวทางหลักดังนี้:
- การปลูกถ่ายไขกระดูก (Hematopoietic Stem Cell Transplantation, HSCT): เป็นวิธีรักษามาตรฐานที่ให้ผลดีที่สุด โดยเฉพาะหากทำก่อนอายุ 3 เดือน
- การบำบัดยีน (Gene therapy): ใช้ในผู้ป่วยบางชนิด เช่น X-linked SCID หรือ ADA-SCID
- การให้เอนไซม์ทดแทน (Enzyme replacement therapy): ใช้ใน ADA deficiency SCID
- การให้ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส และยาต้านเชื้อรา: เพื่อป้องกันและรักษาการติดเชื้อ
- การให้ IVIG (Intravenous immunoglobulin): เพื่อทดแทนภูมิคุ้มกันที่ขาด
พยากรณ์โรค
หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีโดยการปลูกถ่ายไขกระดูกก่อนอายุ 3 เดือน ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่า 90% แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม มักเสียชีวิตจากการติดเชื้อรุนแรงภายในปีแรกของชีวิต
การป้องกัน
- การตรวจคัดกรองทารกแรกเกิด (Newborn screening) โดยตรวจ T-cell receptor excision circles (TREC test)
- หลีกเลี่ยงการให้วัคซีนเชื้อเป็น เช่น BCG, MMR, Varicella ในทารกที่สงสัยว่าเป็น SCID
- การให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมในครอบครัวที่มีประวัติ SCID
สรุป
โรคภูมิคุ้มกันรวมบกพร่องรุนแรง (SCID) เป็นภาวะทางพันธุกรรมที่ร้ายแรงซึ่งส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะต้นและการรักษาโดยการปลูกถ่ายไขกระดูกหรือบำบัดยีนมีความสำคัญยิ่งต่อการรอดชีวิตของผู้ป่วย การคัดกรองในทารกแรกเกิดและการให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันและลดการเกิดโรคในอนาคต