เนื้องอกที่ต่อมหมวกไต (Adrenal tumors)

ต่อมหมวกไตเป็นต่อมไร้ท่อที่อยู่เหนือไตทั้งสองข้าง ลักษณะเหมือนสวมหมวก โดยต่อมหมวกไตด้านขวาและด้านซ้ายมีรูปร่างต่างกัน ภายในแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ ชั้นนอก (adrenal cortex) ซึ่งผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมสมดุลเกลือแร่และฮอร์โมนเพศ และ ชั้นใน (adrenal medulla) ที่ผลิตฮอร์โมนกระตุ้นการตื่นตัว เช่น adrenaline ทำให้ร่างกายพร้อมต่อสู้หรือหนี เนื้องอกของต่อมหมวกไตแบ่งเป็นชนิดที่ผลิตฮอร์โมนและไม่ผลิตฮอร์โมน

เนื้องอกไม่ร้ายที่ต่อมหมวกไต (Benign adrenal tumors)

เนื้องอกไม่ร้ายของต่อมหมวกไตชั้นนอก เรียกว่า Adrenocortical adenoma ส่วนใหญ่ไม่ผลิตฮอร์โมนและมักไม่มีอาการ ตรวจพบโดยบังเอิญจากการทำอัลตราซาวด์หรือ CT scan บางครั้งอาจพบร่วมกับเนื้องอกของต่อมไร้ท่ออื่น ๆ ถึงแม้ไม่สร้างฮอร์โมน แต่ถ้าก้อนโตขึ้นเรื่อย ๆ ก็มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้ ดังนั้นจึงมักพิจารณาผ่าตัดหากก้อนมีขนาดมากกว่า 3–5 เซนติเมตร

Adenocortical adenoma บางชนิดผลิตฮอร์โมน เรียกว่า Functioning adenocortical adenoma
- ถ้าผลิต cortisol มาก จะเกิด Cushing's syndrome: หน้ากลม ตัวอ้วน แขนขาลีบ หน้าท้องลาย ผิวหนังบาง แตกง่าย มีกระดูกพรุน
- ถ้าผลิต aldosterone มาก จะเกิด Conn's syndrome: ความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะ อ่อนแรง เนื่องจากเสียโพแทสเซียมมากทางปัสสาวะ
- ถ้าผลิต ฮอร์โมนเพศ มาก จะทำให้สิวขึ้น ขนดก มีหนวดเครา และความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น

เนื้องอกไม่ร้ายของต่อมหมวกไตชั้นใน คือ Pheochromocytoma ประมาณ 80% พบข้างเดียว, 10% พบทั้งสองข้าง และอีก 10% พบในอวัยวะอื่น แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ก้อนนี้จะผลิต adrenaline และ noradrenaline ทำให้เกิดอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันสูง เหงื่อออกมาก กระวนกระวาย แม้เป็นเนื้องอกไม่ร้าย แต่การหลั่งฮอร์โมนที่มากผิดปกติอาจทำให้ความดันขึ้นสูงเฉียบพลัน เสี่ยงต่อเส้นเลือดสมองแตกและเสียชีวิต จึงต้องตรวจหาตำแหน่งและรีบผ่าตัดออก



เนื้องอกร้ายที่ต่อมหมวกไต (Malignant adrenal tumors)

เนื้องอกร้ายของต่อมหมวกไตชั้นนอก เรียกว่า Adrenocortical carcinoma ซึ่งอาจผลิตหรือไม่ผลิตฮอร์โมน หากผลิตมักหลั่งมากกว่าหนึ่งชนิด ผู้ป่วยมีอาการร่วม ได้แก่ ไข้ น้ำหนักลด ปวดท้อง ปวดหลัง หรือท้องโตขึ้น รวมถึงอาการตามฮอร์โมนที่ถูกสร้างเกิน

เนื้องอกร้ายของต่อมหมวกไตชั้นใน คือ Neuroblastoma ซึ่งเกิดจากเซลล์ประสาทนอกสมอง มักพบในทารกและเด็กเล็ก เด็กที่ป่วยมักมีอาการท้องโต ปวดกระดูก ไม่อยากเดิน ท้องเสียเรื้อรัง มีจ้ำเลือดตามผิวหนัง มีไข้เป็น ๆ หาย ๆ และความดันสูง หากก้อนกดเส้นประสาทจากไขสันหลัง อาจทำให้ขาชาและอ่อนแรง

การวินิจฉัยเนื้องอกที่ต่อมหมวกไต

เนื้องอกที่พบโดยบังเอิญและมีขนาดเล็กกว่า 3 ซม. มักเป็นเนื้องอกไม่ร้าย สามารถติดตามด้วยการเอกซเรย์ซ้ำเป็นระยะ แต่หากก้อนใหญ่กว่า 3 ซม. ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่ ต้องตรวจประเมินเสมอว่าอาจเป็นเนื้อร้าย

วิธีประเมินประกอบด้วย

  1. การตรวจภาพ เช่น CT scan, MRI, PET scan หรือ adrenal angiography เพื่อตรวจลักษณะก้อนและการกระจาย สำหรับเด็กที่สงสัยเนื้องอกของเซลล์ประสาท อาจใช้ MIBG scan เพื่อตรวจดู adrenal medulla
  2. การตรวจเลือดและปัสสาวะ 24 ชั่วโมง เพื่อวัดระดับฮอร์โมน หากพบความผิดปกติ แม้เอกซเรย์บ่งว่าเป็น adenoma ธรรมดา ก็จำเป็นต้องผ่าตัด

ถ้ายังไม่สามารถยืนยันได้ อาจพิจารณาเจาะชิ้นเนื้อ (biopsy) โดยใช้ CT หรือ MRI กำหนดตำแหน่ง แต่หากชัดเจนแล้วว่าเป็นมะเร็ง จะไม่ทำ biopsy เพราะเสี่ยงต่อการกระจาย

การแบ่งระยะของมะเร็งต่อมหมวกไต:

  • ระยะที่ I: ก้อน ≤ 5 ซม. และอยู่เฉพาะในต่อมหมวกไต
  • ระยะที่ II: ก้อน > 5 ซม. และยังอยู่ในต่อมหมวกไต
  • ระยะที่ III: ก้อนกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
  • ระยะที่ IV: ก้อนกระจายไปสู่อวัยวะอื่น


การรักษาเนื้องอกที่ต่อมหมวกไต

การรักษาหลักของทั้งเนื้องอกไม่ร้ายที่สร้างฮอร์โมนและเนื้องอกร้าย คือการผ่าตัด หากก้อนเล็กสามารถผ่าตัดผ่านกล้อง แต่ก้อนใหญ่จำเป็นต้องผ่าตัดแบบเปิดท้อง สำหรับมะเร็งระยะ III–IV อาจส่องกล้องประเมินก่อนว่าสามารถตัดออกได้หรือไม่

มะเร็งต่อมหมวกไตถือว่ารุนแรง หลังผ่าตัดมักต้องได้รับการฉายรังสีเสริม ส่วนเคมีบำบัดได้ผลจำกัด ใช้เฉพาะในกรณีที่มะเร็งลุกลามจนไม่สามารถฉายรังสีได้ทั้งหมด

สรุป

เนื้องอกที่ต่อมหมวกไตแบ่งเป็นชนิดไม่ร้ายและร้าย โดยเนื้องอกไม่ร้ายส่วนมากไม่สร้างฮอร์โมนและพบโดยบังเอิญ ขณะที่ชนิดสร้างฮอร์โมนทำให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น Cushing's syndrome, Conn's syndrome หรือ pheochromocytoma ส่วนเนื้องอกร้ายที่พบบ่อย ได้แก่ adrenocortical carcinoma และ neuroblastoma ซึ่งมักมีอาการรุนแรงและพยากรณ์โรคไม่ดี การวินิจฉัยต้องอาศัยทั้งการตรวจภาพและการตรวจฮอร์โมน การรักษาหลักคือการผ่าตัด และบางรายอาจต้องได้รับรังสีรักษาเพิ่มเติม การเฝ้าระวังและการวินิจฉัยที่แม่นยำมีความสำคัญต่อผลลัพธ์ของผู้ป่วย