มะเร็งผิวหนัง (Skin cancer)

ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย ทำหน้าที่ปกป้องจากความร้อน แสงแดด การติดเชื้อ และการบาดเจ็บ อีกทั้งยังช่วยควบคุมอุณหภูมิ เก็บน้ำ ไขมัน และสร้างวิตามินดี มะเร็งผิวหนังสามารถเกิดได้ทุกบริเวณ แต่พบบ่อยในส่วนที่โดนแสงแดด เช่น ใบหน้า คอ มือ และแขน ทำให้มักตรวจพบได้เร็ว และรักษาได้ผลดี เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ค่อยแพร่กระจายผ่านกระแสเลือดหรือต่อมน้ำเหลือง

ชนิดของมะเร็งผิวหนัง

มะเร็งผิวหนังส่วนใหญ่เกิดจากเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า ได้แก่ Squamous cells, Basal cells และ Melanocytes ทำให้เกิดมะเร็ง 3 ชนิดหลักคือ Squamous cell carcinoma (SCC), Basal cell carcinoma (BCC) และ Melanoma โดย BCC และ SCC มักรวมเรียกว่า Nonmelanoma ซึ่งไม่ค่อยแพร่กระจายและรักษาได้ง่าย ส่วน Melanoma พบน้อยกว่าแต่รุนแรงและแพร่กระจายเร็ว

  1. Basal cell carcinoma (BCC)
  2. เป็นมะเร็งผิวหนังที่พบบ่อยที่สุด (ประมาณ 80%) และรักษาง่ายเพราะโตช้าและลุกลามเฉพาะที่ ลักษณะเป็นก้อนเล็กสีขาวหรือชมพู มีเส้นเลือดฝอยพาด พบมากในศีรษะ ใบหน้า คอ ใบหู โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ก้อนเลือดออกง่ายและอาจแตกเป็นแผล หากปล่อยไว้อาจลามลึกถึงกระดูก

  3. Squamous cell carcinoma (SCC)
  4. พบรองลงมา ลักษณะเป็นเนื้อนูนสีแดงอมชมพู มีสะเก็ดขาวคลุม ถ้าแกะสะเก็ดจะเลือดออก พบมากที่จมูก หน้าผาก ใบหู ริมฝีปาก และมือ SCC โตและแพร่กระจายเร็วกว่า BCC

  5. Bowen's disease
  6. เป็น squamous cell carcinoma "in situ" เซลล์มะเร็งอยู่เพียงผิวนอก ไม่ลามลึก ลักษณะเป็นรอยแบนสีแดง ผิวมันวาว มีสะเก็ดบาง อาจคล้ายโรคผิวหนังอักเสบ โรคสะเก็ดเงิน หรือเชื้อรา หากไม่ดีขึ้นจากการรักษาทั่วไป ควรตัดชิ้นเนื้อตรวจเพื่อวินิจฉัย


  7. Melanoma


  8. เป็นมะเร็งผิวหนังที่รุนแรงและรักษายาก สามารถลุกลามทั้งแนวนอน แนวตั้ง และกระจายไกล มักพัฒนาจากไฝหรือปานเดิม สัญญาณอันตราย ได้แก่
    1. ขนาดใหญ่กว่ายางลบหัวดินสอ
    2. รูปร่างไม่สมมาตร
    3. มีหลายสีในรอยเดียว
    4. ขอบไม่เรียบหรือไม่ชัด
    5. โตขึ้นหรือนูนขึ้น
    6. คันหรือมีเลือดออก

    ผู้ที่มีไฝจำนวนมากควรตรวจร่างกายเดือนละครั้ง หากพบความผิดปกติควรพบแพทย์ทันที เพราะแม้ขนาดเล็ก Melanoma ก็อาจแพร่กระจายแล้ว

  9. มะเร็งผิวหนังที่พบน้อย เช่น Merkel cell carcinoma, skin lymphoma, sebaceous gland carcinoma และ Kaposi sarcoma


ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งผิวหนัง

อาการ

การวินิจฉัย

ต้องตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งอาจตัดบางส่วนหรือตัดทั้งรอยโรคก็ได้ ในกรณีสงสัย Melanoma อาจตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อประเมินการแพร่กระจาย

การแบ่งระยะ

Nonmelanoma แบ่งง่ายเพราะโตช้า

  • ระยะ 0: อยู่ในชั้นหนังกำพร้า
  • ระยะ I: ≤ 2 ซม. และมีลักษณะร้ายแรง 1 ข้อ
  • ระยะ II: > 2 ซม. หรือมีลักษณะร้ายแรง ≥ 2 ข้อ
  • ระยะ III: ลุกลามกระดูกใบหน้าหรือต่อมน้ำเหลือง 1 ต่อม
  • ระยะ IV: ลามไปต่อมน้ำเหลืองหลายต่อมหรืออวัยวะไกล

Melanoma มีการแบ่งระยะย่อยหลายขั้นเพื่อประเมินพยากรณ์

  • ระยะ 0: พบเซลล์มะเร็งเฉพาะในชั้นหนังกำพร้า
  • ระยะ I–II: แบ่งตามความหนา การแตกเป็นแผล และการแพร่กระจาย
  • ระยะ III: ลามไปต่อมน้ำเหลืองหรือผิวหนังใกล้เคียง
  • ระยะ IV: แพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองไกลหรืออวัยวะอื่น


การรักษา

การรักษาหลักคือการผ่าตัด รังสีรักษาใช้ในกรณีผ่าตัดยากหรือเสริมหลังผ่าตัด เคมีบำบัดใช้เมื่อโรคลุกลามและมักเพื่อบรรเทาอาการ นอกจากนี้ยังมี Photodynamic therapy และภูมิคุ้มกันบำบัดในบางกรณี

  1. การผ่าตัด
    • Simple excision ตัดออกพร้อมขอบเขตปกติ เหมาะกับ Nonmelanoma ถ้าก้อนใหญ่มากและมีการสูญของผิวหนังจนผิดรูปอาจมีการปลูกถ่ายผิวหนังเข้ามาในภายหลัง มะเร็งระยะที่ I และ II สามารถหายขาดได้ด้วยการผ่าตัดแบบนี้
    • Mohs microsurgery ตัดทีละชั้นและตรวจทันที เพื่อดูว่าขอบด้านไหนยังมีมะเร็งเหลืออยู่ ผู้ป่วยนั่งรอผลการตรวจประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้ายังพบเซลล์มะเร็ง แพทย์จะกลับไปตัดซ้ำด้วยวิธีเดิมจนกว่าจะไม่พบเซลล์มะเร็งเหลืออยู่ที่บริเวณรอยโรคนั้น
    • วิธีนี้เหมาะกับมะเร็งที่ขอบเขตไม่ชัด, ขนาดใหญ่กว่า 2 ซม., เกิดบนแผลเป็น, หรือมะเร็งที่กลับเป็นซ้ำ โตเร็ว ไม่สามารถตัดออกได้หมดหลังผ่าตัดด้วยวิธี Simple excision

    • Electrosurgery (curettage and electrodesiccation) ขูดและจี้ไฟฟ้า เหมาะกับรอยตื้นขนาดเล็ก เมื่อขูดผิวหนังแต่ละชั้นออกจะจี้ด้วยความร้อน จนถึงชั้นที่ขูดออกมาตรวจแล้วไม่พบเซลล์มะเร็งก็จะหยุด วิธีนี้มักเหลือแผลเป็นที่เป็นวงขาว (hypopigmented scar) ซึ่งอาจไม่เหมาะกับรอยโรคบางตำแหน่ง
    • Cryosurgery ผ่าตัดด้วยไนโตรเจนเหลว วิธีนี้จะไม่เจ็บ และไม่มีเลือดออก แต่ต้องกลับมาทำซ้ำหลายครั้ง เหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาเลือดออกง่ายหรือแพ้ยาชา ** เป็นวิธีที่มีอัตราการหายขาดน้อยที่สุด เพราะการสมานตัวของผิวหนังหลังจากทำแต่ละครั้งจะบดบังเซลล์มะเร็งที่ยังเหลืออยู่ข้างใต้
    • Laser surgery ผ่าตัดด้วย carbon dioxide หรือ Erbium YAG Laser ไม่มีเลือดออกเช่นกัน แต่จะใช้กับรอยโรคที่มีความตื้นมาก ๆ เท่านั้น เพราะมีอัตราการเกิดเป็นซ้ำสูง ปัจจุบัน FDA ของสหรัฐยังไม่อนุญาตให้ใช้กับมะเร็งชนิด SCC

  2. การฉายแสง
  3. การฉายแสงสามารถใช้กับ BCC หรือ SCC ที่รอยโรคกว้างจนผ่าตัดยากหรือในผู้ป่วยที่ผ่าตัดไม่ได้ และเป็นการรักษาเสริมหลังผ่าตัดที่มีเซลล์มะเร็งเหลือ, มะเร็งที่ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองข้างเคียงแล้ว, หรือมะเร็งที่กลับมาเป็นซ้ำ

    เนื่องจากตำแหน่งของมะเร็งผิวหนังมักอยู่บริเวณใบหน้า ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายแสงอาจมีผื่นแดงและแห้งบริเวณที่ได้รับการฉายแสง อาจทำให้เจ็บคอ คอแห้ง ไอ และอ่อนเพลียได้

  4. เคมีบำบัด
  5. ใช้ยาทา ยากิน หรือยาฉีด เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งผิวหนัง ยาทา (5-FU cream) มักสงวนไว้รักษาเฉพาะพวก actinic keratois และ Bowen's disease ยากินหรือยาฉีดจะใช้กับมะเร็งผิวหนังที่มีการกระจายตัวแล้ว และส่วนใหญ่เพียงเพื่อทุเลาอาการ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

  6. การรักษาอื่น ๆ
    • Photodynamic therapy (PDT) ใช้ยาเคมีที่ออกฤทธิ์เฉพาะเมื่อโดนแสงที่ความยาวคลื่นจำเพาะต่อยานั้น ใช้รักษา BCC, Bowen's disease และพวก actinic keratosis ไม่ใช้ในรอยโรคที่หนาหรือลึกเพราะแสงจะผ่านเข้าไปไม่ได้
    • ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เช่น Interferon สำหรับ SCC ที่ลุกลามบริเวณจมูก ปาก คอ, Imiquimod cream ทาใน BCC และ actinic keratosis แต่ยาทากลุ่มนี้ยังมีราคาแพงมาก

การตรวจพบและรักษาเร็วมีโอกาสหายสูง โดยเฉพาะ BCC และ SCC ส่วน Melanoma ที่ลุกลามแล้วมีโอกาสรักษาหายต่ำมาก การตรวจไฝหรือปานประจำเดือนละครั้งจึงสำคัญ

สรุป

มะเร็งผิวหนังเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมักเกิดในบริเวณที่โดนแดดจัด โดยเฉพาะ BCC และ SCC ที่รักษาได้ง่ายหากตรวจพบเร็ว ส่วน Melanoma แม้พบน้อยแต่รุนแรงและแพร่กระจายเร็ว ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือแสงแดด ดังนั้นควรป้องกันโดยหลีกเลี่ยงแดดจัด ใส่เสื้อผ้าปกปิด และใช้ครีมกันแดด รวมถึงหมั่นสังเกตไฝหรือรอยผิวหนังผิดปกติและพบแพทย์ทันทีเมื่อสงสัย เพื่อเพิ่มโอกาสรักษาให้หายขาด