เนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง (Meningioma)
สมองและไขสันหลังถูกหุ้มด้วยเยื่อหุ้มสมอง 3 ชั้น ได้แก่
- เยื่อดูรา (dura mater) – ชั้นนอกสุด มีความหนา เหนียว และแข็งแรง เป็นตำแหน่งที่พบเนื้องอกได้บ่อยที่สุด
- เยื่ออะแร็กนอยด์ (arachnoid) – ชั้นกลาง บาง มีเส้นเลือดทอดผ่านทั้งด้านนอกและด้านใน
- เยื่อเพีย (pia mater) – ชั้นในสุด บางมาก แนบชิดไปกับรอยพับของสมอง
บริเวณช่องใต้เยื่ออะแร็กนอยด์ก่อนถึงเยื่อเพียจะมีน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (cerebrospinal fluid: CSF) และหลอดเลือดสำคัญที่ไปเลี้ยงสมอง
เนื้องอกเยื่อหุ้มสมองพบได้บ่อยในผู้ใหญ่ และมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นตามอายุ พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 2 เท่า ในเด็กพบได้ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่เป็นเนื้องอกไม่ร้าย เติบโตช้า บางก้อนมีน้ำหรือหินปูนสะสมภายใน ซึ่งบ่งบอกถึงการเจริญเติบโตที่ช้า และบางก้อนมีหลอดเลือดจำนวนมาก ส่วนเนื้องอกร้ายพบเพียง 1–3%
ปัจจัยเสี่ยง
ประมาณ 50% ของผู้ป่วยมีความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 22 ซึ่งปกติจะทำหน้าที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ แต่สาเหตุที่ทำให้โครโมโซมผิดปกติยังไม่ทราบแน่ชัด อีกทั้งยังพบว่าในก้อนเนื้องอกมักมี platelet-derived growth factor receptors (PDGFR) และ epidermal growth factor receptors (EGFR) มากกว่าปกติ ซึ่งส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์
ปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่สำคัญ ได้แก่ การได้รับรังสีบริเวณศีรษะ เช่น การฉายรังสีขนาดต่ำเพื่อรักษาเชื้อรา Tinea capitis หรือการได้รับรังสีรักษาเนื้องอกสมองมาก่อน
นอกจากนี้ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและผู้ที่มีโรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น Neurofibromatosis type 2 ก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น
อาการของโรค
เนื้องอกเยื่อหุ้มสมองมักโตเข้าด้านในสมอง และเนื่องจากโตช้า อาการจึงค่อยเป็นค่อยไป
- อาการชัก เป็นอาการเริ่มแรกของก้อนในบางตำแหน่ง เกิดจากการระคายเคืองต่อผิวสมอง ซึ่งเป็นส่วนที่นำกระแสประสาทไปที่กล้ามเนื้อ
- ปวดศีรษะ อาเจียน เนื่องจากความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น จากก้อนที่กินพื้นที่หรือปิดกั้นการไหลเวียนของน้ำในโพรงสมอง
- อาการผิดปกติทางระบบประสาท ขึ้นอยู่กับตำแหน่งก้อน
ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือบริเวณแนวกลางลำตัว (parasagittal และ falcine) รองลงมาคือผิวด้านนอกของสมอง (convexity) และบริเวณฐานสมอง (sphenoid wing) ส่วนในไขสันหลังพบเพียง 1% อาการจึงขึ้นอยู่กับตำแหน่ง เช่น แขนหรือขาอ่อนแรงด้านตรงข้ามก้อน กล้ามเนื้อใบหน้า/ตาอ่อนแรง ใบหน้าชา ตามัว เห็นภาพซ้อน สูญเสียการรับกลิ่น หูหนวก หรือกลืนลำบาก
ก้อนด้านหลังสมองอาจกดเบียดสมองน้อย ทำให้เสียการทรงตัว เดินเซ และกะระยะไม่ได้
ถ้าก้อนอยู่ใกล้โพรงสมอง อาจปิดกั้นการไหลของ CSF ทำให้ความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะซึมลงและอาจเสียชีวิตได้
เนื้องอกในไขสันหลังทำให้ปวดหรือชา และอ่อนแรงของแขนหรือขาด้านเดียวกับก้อน
การวินิจฉัย
มักตรวจพบเมื่อก้อนมีขนาดใหญ่พอจะแสดงอาการ แพทย์จะใช้การตรวจ CT scan หรือ MRI with contrast ซึ่งให้รายละเอียดดีที่สุด ภาพเอกซเรย์กะโหลกอาจพบลักษณะ hyperostosis หรือหินปูน แต่ไม่สามารถเห็นตัวก้อนได้ชัด
PET scan หรือ Magnetic Resonance Spectroscopy (MRS) ช่วยประเมินความรุนแรงของก้อนก่อนผ่าตัด แต่มีค่าใช้จ่ายสูงและทำได้เฉพาะในสถาบันใหญ่
Arteriogram อาจใช้ก่อนผ่าตัดเพื่ออุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อน (embolization) ลดการเสียเลือด
การยืนยันชนิดและเกรดของก้อนต้องอาศัยการตรวจชิ้นเนื้อจากการผ่าตัด
การรักษา
- การเฝ้าดูอาการ — สำหรับก้อนเล็ก ไม่แสดงอาการ และลักษณะคาดว่าจะเป็น benign การติดตามด้วย MRI เป็นระยะอาจเหมาะสมกว่า
- การผ่าตัด — เนื้องอกส่วนใหญ่มีความรุนแรงเกรด I สามารถรักษาให้หายขาดได้หากผ่าตัดออกหมด แต่ถ้าก้อนหุ้มรอบเส้นเลือดหรือเส้นประสาทสำคัญ อาจต้องเหลือบางส่วนเพื่อหลีกเลี่ยงการพิการหรือเสียชีวิต และในกรณีเกรด II–III ซึ่งมีโอกาสกลับมาใหม่สูง มักต้องใช้รังสีรักษาร่วมด้วย
- รังสีรักษา
- Radiotherapy ฉายรังสีขนาดต่ำ 5 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 5–6 สัปดาห์ เพื่อลดขนาดก้อน
- Stereotactic radiosurgery ใช้ลำแสงขนาดเล็กหลายลำยิงเข้าที่ก้อนเพียงครั้งเดียว เหมาะกับก้อนเล็ก อยู่ลึก หรืออยู่ในตำแหน่งเสี่ยงต่อการผ่าตัด ก้อนจะไม่หายไปแต่โตช้าลง ข้อเสียคือไม่ได้ชิ้นเนื้อเพื่อตรวจ
- การรักษาเสริม ในกรณีเกรดสูงหรือมีการแพร่กระจาย อาจใช้เคมีบำบัดหรือเข้าร่วมการรักษาทดลอง (clinical trials)
สรุป
เนื้องอกเยื่อหุ้มสมองเป็นโรคที่พบบ่อย มีความหลากหลายทางคลินิก ตั้งแต่ก้อนเล็กไม่มีอาการจนถึงก้อนรุนแรง การวินิจฉัยหลักคือ MRI และการยืนยันด้วยชิ้นเนื้อ การรักษามีหลายทางเลือก ทั้งเฝ้าดู ผ่าตัด และฉายรังสี การตัดสินใจควรทำโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยคำนึงถึงลักษณะก้อนและความต้องการของผู้ป่วย