ยาต้านค็อกส์ทู (COX-2 inhibitors, coxibs)
ยาต้านค็อกส์ทูเป็นยากลุ่มเอ็นเสดชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเฉพาะเอ็นไซม์ไซโคลออกซิเจเนส-2 (Cyclooxygenase-2: COX-2) เดิมนักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าเอ็นไซม์ชนิดนี้จะถูกสร้างขึ้นเฉพาะในช่วงที่เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อเท่านั้น ดังนั้น การพัฒนายาที่ออกฤทธิ์ยับยั้ง COX-2 อย่างจำเพาะจึงถูกคาดหวังว่าจะช่วยลดปัญหาผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของยากลุ่มเอ็นเสดดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม ภายหลังพบว่าเอ็นไซม์ COX-2 มีอยู่ตามปกติในร่างกาย โดยเฉพาะที่ผนังหลอดเลือดและที่ไต ทำหน้าที่สร้าง Prostacyclin (PGI2) ซึ่งช่วยขยายหลอดเลือด และเกี่ยวข้องกับสมดุลของระบบหลอดเลือด ขณะเดียวกัน Thromboxane A2 (TXA2) ซึ่งสร้างจาก COX-1 จะกระตุ้นการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดเมื่อมีการรั่วซึมของเลือดจากผนังหลอดเลือด แม้ไม่มีภาวะอักเสบเกิดขึ้นก็ตาม
เมื่อใช้ยาที่ยับยั้งเฉพาะ COX-2 จะทำให้การสร้าง PGI2 ลดลง ขณะที่ฤทธิ์ของ TXA2 ยังคงอยู่ ส่งผลให้หลอดเลือดไม่สามารถขยายตัวได้ตามปกติ และเกล็ดเลือดมีแนวโน้มจับกลุ่มกันมากขึ้น เลือดจึงไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญได้ลดลง ส่งผลให้อุบัติการณ์ของกล้ามเนื้อหัวใจตายและหลอดเลือดสมองอุดตันเพิ่มสูงขึ้นในผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้ ยาหลายชนิดในกลุ่มต้านค็อกส์ทูจึงถูกถอนทะเบียนยาออกจากตลาด
ในปัจจุบัน เท่าที่ทราบ ประเทศไทยเหลือยาต้านค็อกส์ทูที่ใช้อยู่เพียงไม่กี่ชนิด ได้แก่ Celecoxib (Celebrex®) และ Etoricoxib (Arcoxia®) ซึ่งยังคงถูกเฝ้าระวังด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะผลข้างเคียงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างใกล้ชิด
การใช้ยาต้านค็อกส์ทูที่เหมาะสม
แม้ยากลุ่มนี้จะมีผลข้างเคียงที่รุนแรง แต่หากเลือกใช้อย่างเหมาะสมก็ยังคงมีประโยชน์ โดยเฉพาะการใช้เพื่อลดอาการปวดในระยะสั้น หรือใช้รักษาโรคข้ออักเสบในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดผลข้างเคียงทางระบบทางเดินอาหารจากยาเอ็นเสดดั้งเดิม
ในทางกลับกัน ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ที่มีโรคของหลอดเลือดอยู่แล้ว หรือมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งรวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ผู้ที่มีอาการบวมน้ำ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน
เนื่องจากยาต้านค็อกส์ทูมีราคาสูงและมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงมาก จึงไม่เหมาะสำหรับการใช้เพื่อลดไข้ทั่วไป
สำหรับข้อบ่งใช้อื่น ๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย เช่น การใช้ต้านเนื้องอกและมะเร็ง หรือการใช้รักษาโรคซึมเศร้าและโรคจิตเภท ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
นอกจากความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยาต้านค็อกส์ทูยังไม่ได้รับการรับรองให้ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี หญิงตั้งครรภ์ และหญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยากลุ่มนี้ ได้แก่
- อาการแพ้ยา เช่น ผื่นขึ้น หน้าบวม ตัวบวม หายใจลำบาก หรือไอ
- ความดันโลหิตสูง เจ็บหน้าอก อ่อนเพลีย
- ปวดศีรษะ วิงเวียน สับสน ซึมเศร้า ง่วงนอน หรือมีปัญหาการนอน
- ปากแห้ง การรับรสอาหารเปลี่ยนไป ช่องปากเป็นแผล
- ท้องอืด ปวดท้อง ท้องเสีย
- มีจ้ำเลือดหรือรอยฟกช้ำโดยไม่ทราบสาเหตุ
ข้อควรระวังในการใช้ยาต้านค็อกส์ทู
- ไม่ควรใช้ร่วมกับยาเอ็นเสดชนิดอื่น เนื่องจากจะเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงตามระบบต่าง ๆ
- ไม่ควรใช้ร่วมกับยา Warfarin, Digoxin, Lithium และ Methotrexate เพราะจะทำให้ระดับยาเหล่านี้ในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดพิษได้ เนื่องจากเป็นยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ
- ไม่ควรใช้ร่วมกับยาที่อาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เช่น ยาคุมกำเนิดและยาสเตียรอยด์
สรุป
ยาต้านค็อกส์ทูเป็นยากลุ่มเอ็นเสดที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาผลข้างเคียงทางระบบทางเดินอาหารของยาเอ็นเสดดั้งเดิม โดยอาศัยกลไกการยับยั้งเอ็นไซม์ COX-2 อย่างจำเพาะ อย่างไรก็ตาม การค้นพบภายหลังว่า COX-2 มีบทบาทสำคัญต่อสมดุลของระบบหลอดเลือด ทำให้ยากลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายและหลอดเลือดสมองอุดตันเพิ่มขึ้น
ดังนั้น การใช้ยาต้านค็อกส์ทูจึงต้องอาศัยการคัดเลือกผู้ป่วยอย่างรอบคอบ เหมาะสำหรับการใช้ระยะสั้นหรือในผู้ที่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงทางกระเพาะอาหาร และควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งในผู้ที่มีหรือมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด การใช้ยากลุ่มนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นให้มากที่สุด