กลุ่มยาสเตียรอยด์ใช้ในจมูก (Intranasal Corticosteroids)
สเตียรอยด์พ่นหรือหยอดจมูก (Intranasal corticosteroids; INCS)
เป็นยาหลักในการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) และโรคจมูกอักเสบชนิดอื่น ๆ ที่มีการอักเสบเป็นกลไกสำคัญ ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์เฉพาะที่บริเวณเยื่อบุจมูก ลดการอักเสบ บวม คัดจมูก และน้ำมูก โดยมีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดน้อยมากเมื่อใช้ในขนาดที่แนะนำ
โรคภูมิแพ้จมูกเกิดจากการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเมื่อร่างกายสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ทำให้มีการหลั่งสารก่อการอักเสบ เช่น histamine, leukotrienes และ cytokines
Intranasal corticosteroids ออกฤทธิ์โดย:
- ยับยั้งการสร้าง cytokines และสารก่อการอักเสบหลายชนิด
- ลดจำนวน eosinophils และ mast cells ในเยื่อบุจมูก
- ลดการบวมของเยื่อบุและลดการหลั่งน้ำมูก
- ยับยั้งทั้งระยะ early phase และ late phase ของการแพ้
ผลลัพธ์คือ ลดอาการคัดจมูก จาม น้ำมูก และคันจมูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอาการคัดจมูกซึ่งยาต้านฮิสตามีนมักควบคุมได้ไม่ดี
รูปแบบยาและประเภทของยา
สเตียรอยด์ในรูปแบบที่ใช้เฉพาะที่มีความปลอดภัยกว่าแบบกินหรือฉีดมาก ปัจจุบันจึงมีการพัฒนารูปแบบที่หลากหลาย มีทั้งยาเดี่ยวและยาผสมให้ง่ายต่อการใช้งาน
รูปแบบยา
- ยาพ่นจมูก (Nasal spray) เป็นรูปแบบที่ใช้แพร่หลายที่สุด เนื่องจากกระจายตัวยาได้สม่ำเสมอ ใช้ง่าย และให้ขนาดยาคงที่ ตัวอย่างยา:
- Fluticasone propionate (เช่น Flixonase®)
- Fluticasone furoate (เช่น Avamys®)
- Mometasone furoate (เช่น Nasonex®)
- Budesonide (เช่น Rhinocort®)
- Beclomethasone (เช่น Beclomet Aqua®)
- ยาหยอดจมูก (Nasal drops) ใช้ในบางกรณี เช่น เด็กเล็ก หรือภาวะรุนแรงบางชนิด ปัจจุบันใช้ไม่บ่อยเท่ายาพ่น เนื่องจากควบคุมปริมาณยาได้ยากกว่า
ประเภทของยา
- ยาเดี่ยว (Single-agent intranasal steroid)
เป็นสูตรมาตรฐานที่มีเฉพาะ corticosteroid เหมาะกับผู้ป่วยส่วนใหญ่
- ยาผสมกับกลุ่มอื่น (Combination therapy)
สูตรผสมเหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการมาก หรือไม่ตอบสนองต่อยาเดี่ยว มีการพัฒนาสูตรผสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น Fluticasone + Azelastine (antihistamine) = Dymista®
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้รักษาโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ (Allergic rhinitis)
เป็นข้อบ่งใช้หลัก ใช้ได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก (อายุขั้นต่ำขึ้นกับชนิดยา)
มักใช้วันละครั้งหรือวันละ 1–2 ครั้ง ตามชนิดยา
- ใช้บรรเทาอาการโพรงจมูกอักเสบที่ไม่ใช่จากภูมิแพ้ (Non-allergic rhinitis)
ช่วยลดอาการอักเสบและคัดจมูกได้บางส่วน
- ใช้ในผู้ที่มีติ่งเนื้อในจมูก (Nasal polyps)
ช่วยลดขนาดติ่งเนื้อ และลดโอกาสกลับเป็นซ้ำหลังผ่าตัด
หลักการใช้ยาอย่างถูกต้อง
- เขย่าขวดก่อนใช้
- พ่นโดยหันหัวพ่นออกด้านข้าง ไม่พ่นตรงผนังกั้นจมูก
- ใช้ต่อเนื่องทุกวัน แม้อาการดีขึ้นแล้ว
- ออกฤทธิ์เต็มที่ภายใน 3–7 วัน (ไม่ใช่ยาที่เห็นผลทันที)
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ อาการระคายเคืองจมูก/แสบจมูก เลือดกำเดาไหล คอแห้ง
ผลข้างเคียงที่พบได้น้อย เช่น แผลที่ผนังกั้นจมูก เชื้อราในจมูก (พบได้น้อยมาก)
ยารุ่นใหม่ เช่น fluticasone และ mometasone
มีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดต่ำมาก จึงมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงระบบทั่วร่างกายน้อย
เช่น กดการทำงานของต่อมหมวกไต หรือชะลอการเจริญเติบโตในเด็ก ซึ่งพบได้น้อยเมื่อใช้ในขนาดแนะนำ
ข้อควรระวัง
- ผู้ที่มีแผลหรือผ่าตัดในโพรงจมูกควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
- ควรใช้ขนาดต่ำสุดที่ควบคุมอาการได้
- ในเด็กควรติดตามการเจริญเติบโตหากใช้ระยะยาว
สรุป
Intranasal corticosteroids เป็นยาหลักและมีประสิทธิภาพสูง
ในการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โดยเฉพาะอาการคัดจมูก ออกฤทธิ์ลดการอักเสบในหลายกลไก และควบคุมอาการได้ทั้งระยะต้นและระยะหลังของการแพ้
ยารุ่นใหม่มีความปลอดภัยสูงเมื่อใช้ถูกวิธี ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นเฉพาะที่และไม่รุนแรง การใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและถูกเทคนิคจะช่วยให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด
ดังนั้น กลุ่มยาสเตียรอยด์พ่นจมูกจึงเป็นทางเลือกอันดับแรก
สำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จมูกที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง และควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์