ยาเมทฟอร์มิน (Metformin)
ยาเมทฟอร์มินเป็นยากลุ่มไบกัวไนด์ (Biguanide) เพียงชนิดเดียวที่ยังคงใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่สองอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากยาตัวอื่นในกลุ่มเดียวกันถูกถอนออกจากตลาดเพราะผลข้างเคียง แม้เมทฟอร์มินจะมีความเสี่ยงต่อพิษของยาเช่นกัน แต่เมื่อใช้ในขนาดที่เหมาะสมและในผู้ป่วยที่การทำงานของไตปกติ ยามักไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรง
ข้อดีสำคัญของเมทฟอร์มินคือ ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม ไม่ก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และยังช่วยปรับปรุงความผิดปกติที่สัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน เช่น ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และลด plasminogen activator inhibitor-1 การศึกษา United Kingdom Prospective Diabetes Study (UKPDS) พบว่าสามารถลดความเสี่ยงการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายและลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองที่มีภาวะอ้วนได้ ด้วยเหตุนี้ สมาคมเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกาและยุโรปจึงแนะนำให้เมทฟอร์มินเป็นยาตัวแรกในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่สอง
ที่มาและการออกฤทธิ์
เมทฟอร์มินมีจุดเริ่มต้นจากพืชสมุนไพรดอกสีม่วงชื่อ Galega officinalis ซึ่งบานในฤดูร้อน พบได้ในยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ ตุรกี ปากีสถาน และนิวซีแลนด์ มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น goat's rue, French lilac และ Italian fitch พืชชนิดนี้มีพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ในอดีตการแพทย์พื้นบ้านยุโรปใช้รักษาอาการปัสสาวะบ่อย (ซึ่งปัจจุบันทราบว่าเป็นอาการของโรคเบาหวาน) ใช้ลดไข้ รักษาแผลพุพอง และใช้เป็นอาหารกระตุ้นน้ำนมในวัว
ในปีค.ศ. 1922 มีการค้นพบว่าสาร galegine ในพืชชนิดนี้มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ต่อมาจึงพบว่าออกฤทธิ์โดยไม่กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน แต่ลดการสร้างน้ำตาลที่ตับ ลดการสร้างกรดไขมันและโคเลสเตอรอล ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง เมทฟอร์มินยังช่วยเพิ่มความไวของเนื้อเยื่อต่ออินซูลิน เพิ่มการหลั่งฮอร์โมน GLP-1 และปกป้องเบตาเซลล์จากพิษของน้ำตาลและไขมัน อย่างไรก็ตาม ยาส่งเสริมการใช้กลูโคสแบบไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobic metabolism) จึงอาจทำให้เกิดกรดแลคติกคั่งในเลือด ซึ่งมีอาการตั้งแต่คลื่นไส้อาเจียนจนถึงหายใจหอบจากภาวะเลือดเป็นกรด
เมทฟอร์มินเริ่มจำหน่ายในปีค.ศ. 1957 สำหรับรักษาเบาหวานชนิดที่สอง ต่อมาพบว่าสามารถใช้รักษา Polycystic ovary syndrome (PCOS) โดยช่วยลดระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ทำให้รอบเดือนสม่ำเสมอและการตกไข่ดีขึ้น
ยาเมทฟอร์มินดูดซึมช้าที่ลำไส้เล็ก อาจใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมง แต่เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดแล้วจะกระจายเข้าสู่เซลล์ได้รวดเร็ว ยาจับกับโปรตีนในเลือดน้อยมาก และถูกขับออกทางไตเกือบทั้งหมด ผู้ที่มีการทำงานของไตลดลง (Cr > 1.2 mg% หรือ CrCl < 60 ml/min) ไม่ควรใช้ยา เพราะเสี่ยงต่อภาวะกรดแลคติกคั่งในเลือด
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่สองที่การทำงานของไตยังปกติ
เมทฟอร์มินเป็นยาขนานแรกที่ควรเลือกใช้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกิน เนื่องจากไม่เพิ่มน้ำหนักและช่วยลดภาวะดื้ออินซูลิน ยามีราคาถูก ไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ และสามารถใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้ร่วมกับยาต้านเบาหวานชนิดอื่นรวมถึงอินซูลินได้
ขนาดยาปกติ 500–2000 mg/วัน แบ่งให้วันละ 1–3 ครั้ง หลังอาหาร หากเป็นชนิดออกฤทธิ์ยาว (XR, XL, PR) ขนาด 500–1000 mg/วัน ให้วันละ 1–2 ครั้ง หลังอาหาร ปรับขนาดยาทุก 10–15 วันตามระดับน้ำตาลในเลือด
- ใช้รักษากลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovary syndrome, PCOS)
PCOS พบในหญิงวัยเจริญพันธุ์ มีลักษณะประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ขนดก สิว ผมบาง น้ำหนักเพิ่ม และมีบุตรยาก เชื่อมโยงกับภาวะดื้ออินซูลินและระดับแอนโดรเจนสูง การรักษาเริ่มจากการลดน้ำหนัก อาจใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อลดแอนโดรเจน หรือใช้ยากระตุ้นการตกไข่ในผู้ต้องการมีบุตร
เมทฟอร์มินช่วยลดภาวะดื้ออินซูลินและปรับสมดุลฮอร์โมน ทำให้รอบเดือนสม่ำเสมอขึ้น ขนาดยาที่ใช้ 500–2000 mg/วัน แบ่งวันละ 1–3 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ในหญิงที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์
- ใช้เสริมอินซูลินในเบาหวานชนิดที่หนึ่งที่มีภาวะอ้วน
แม้ยังไม่เป็นข้อบ่งชี้อย่างเป็นทางการ แต่การศึกษา REMOVAL พบว่าเมทฟอร์มิน 2000 mg/วัน ร่วมกับอินซูลิน 3 ปี ช่วยลดน้ำหนัก ลด LDL-cholesterol และชะลอการเกิดหลอดเลือดแข็งตัว แม้ไม่ช่วยควบคุมน้ำตาลอย่างมีนัยสำคัญ บทบาทในข้อบ่งชี้นี้ยังต้องศึกษาเพิ่มเติม
- ใช้รักษาเบาหวานขณะตั้งครรภ์
แม้ยังไม่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป แต่ข้อมูลจากการศึกษาระยะยาวกว่า 10 ปีพบว่าเมทฟอร์มินควบคุมน้ำตาลได้ใกล้เคียงอินซูลิน ทำให้น้ำหนักมารดาเพิ่มน้อยกว่า และทารกมีไขมันในช่องท้องน้อยกว่า ซึ่งอาจลดความเสี่ยงภาวะดื้ออินซูลินในอนาคต
เมทฟอร์มินยังได้รับการศึกษาเพื่อป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่สอง โดยพบว่าสามารถชะลอการเกิดโรคและลดภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดได้ประมาณ 28% ในการติดตาม 15 ปี นอกจากนี้ยังมีการศึกษาบทบาทในการชะลอความแก่ เนื่องจากยากระตุ้น AMPK ลดการอักเสบ และลดการเกิดอนุมูลอิสระที่ทำลายดีเอ็นเอ
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ข้อห้ามใช้ยาเมทฟอร์มิน ได้แก่
- มีการติดเชื้อรุนแรง
- มีภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง เช่น หัวใจล้มเหลวเรื้อรัง หรือโรคปอดเรื้อรัง
- เพศชายที่ serum creatinine > 1.5 mg%, เพศหญิง > 1.4 mg%
- มีโรคตับ
- มีภาวะเลือดเป็นกรด
- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ขมปาก เบื่ออาหาร มักเกิดช่วงเริ่มยาและลดลงเมื่อรับประทานพร้อมอาหาร
ภาวะที่พบได้น้อยแต่รุนแรงคือกรดแลคติกคั่งในเลือด มักเกิดในผู้ใช้ขนาด ≥1800 mg/วัน หรือมีไตเสื่อม ตับบกพร่อง ขาดน้ำ อดอาหาร หรือดื่มสุรา หากมีอาการอาเจียน ปวดท้อง อ่อนแรง หายใจลำบาก ให้หยุดยาและรีบพบแพทย์
การใช้ระยะยาวอาจลดการดูดซึมวิตามินบี 12 เสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง โดยเฉพาะในผู้รับประทานมังสวิรัติ
ปฏิกิริยาระหว่างยา
ยาที่เพิ่มระดับเมทฟอร์มินและเสี่ยงกรดแลคติก ได้แก่ Furosemide และยาประจุบวก เช่น Amiloride, Digoxin, Morphine, Procainamide, Quinidine, Quinine, Ranitidine, Triamterene, Trimethoprim, Vancomycin
ควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะเพิ่มความเสี่ยงกรดแลคติก
ยาที่ทำให้น้ำตาลสูง เช่น ไทอะไซด์ สเตียรอยด์ ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนไทรอยด์ β2 agonists, calcium channel blockers, Nicotinic acid, Phenytoin, Isoniazid ควรติดตามระดับน้ำตาลและปรับยา
ยาที่ทำให้น้ำตาลลด เช่น ACEIs อาจต้องปรับขนาดยาเบาหวาน
หากต้องตรวจเอกซเรย์ด้วยสารทึบรังสีไอโอดีน ให้หยุดเมทฟอร์มิน 2 วันก่อนและหลังตรวจ และเริ่มใหม่เมื่อการทำงานของไตกลับสู่ปกติ
สรุป
เมทฟอร์มินเป็นยาหลักในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่สอง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนหรือดื้ออินซูลิน มีจุดเด่นคือไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม ไม่ก่อภาวะน้ำตาลต่ำ และมีหลักฐานสนับสนุนว่าช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม ยาถูกขับออกทางไตทั้งหมด จึงต้องระวังอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีไตเสื่อม ตับบกพร่อง หรือมีภาวะเสี่ยงต่อกรดแลคติกคั่งในเลือด การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การติดตามการทำงานของไตและประเมินความเสี่ยงเป็นระยะ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและปลอดภัยที่สุดต่อผู้ป่วย
บรรณานุกรม
- "Metformin." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Wikipedia (11 กุมภาพันธ์ 2569).
- "Metformin." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา RxList (11 กุมภาพันธ์ 2569).
- Rachel Livingstone, et al. 2017. "A new perspective on metformin therapy in type 1 diabetes." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Diabetologia (2017) 60:1594–1600. (11 กุมภาพันธ์ 2569).
- Petrie JR, et al. 2017. "Metformin in adults with type 1 diabetes: Design and methods of REducing with MetfOrmin Vascular Adverse Lesions (REMOVAL): An international multicentre trial." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Diabetes Obes Metab. 2017 Apr;19(4):509-516. (11 กุมภาพันธ์ 2569).
- Sivalingam, V. N., et al. 2014. "Metformin in reproductive health, pregnancy and gynaecological cancer: established and emerging indications." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Human Reproduction Update. 20 (6): 853–68. (11 กุมภาพันธ์ 2569).
- Judy Stevens. 2016. "Anti-Aging Human Study on Metformin Wins FDA Approval." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Life Extension Magazine. (11 กุมภาพันธ์ 2569).
- Willy Marcos Valencia, et al. 2017. "Metformin and ageing: improving ageing outcomes beyond glycaemic control." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Diabetologia (2017) 60:1630–1638. (11 กุมภาพันธ์ 2569).
- Brandy M. Heckman-Stoddard, et al. 2017. "Repurposing metformin for the prevention of cancer and cancer recurrence." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Diabetologia (2017) 60:1639–1647. (11 กุมภาพันธ์ 2569).