กลุ่มกรดไขมันโอเมกา-3 (Omega-3 fatty acids)
กรดไขมันเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนสายยาวที่มีหมู่คาร์บอกซิล (-COOH; carboxylic group) อยู่ที่ปลายด้านหนึ่งของโมเลกุล การนับตำแหน่งคาร์บอนจะเริ่มจากคาร์บอนในหมู่ -COOH เป็น C1 จากนั้นเรียงลำดับเป็น C2, C3, C4 ไปเรื่อย ๆ คาร์บอนตัวแรกถัดจากหมู่ -COOH จะเรียกตามอักษรกรีกว่า อัลฟา (α) ถัดไปเป็น เบตา (β), แกมมา (γ) และเรียงต่อไปจนถึงตัวสุดท้าย ซึ่งเรียกว่า โอเมกา (ω) แม้อักษรกรีกมี 24 ตัว แต่ในการเรียกชื่อกรดไขมันจะเรียกคาร์บอนตัวสุดท้ายว่าโอเมกาเสมอ ไม่ว่าสายคาร์บอนจะยาวเท่าใดก็ตาม
ตำแหน่งของพันธะคู่ในกรดไขมันจะนับจากปลายโอเมกาเข้ามา เช่น กรดไขมันโอเมกา-3 คือกรดไขมันที่มีพันธะคู่ตำแหน่งแรกอยู่ที่คาร์บอนตัวที่ 3 นับจากปลายสาย ส่วนโอเมกา-6 คือมีพันธะคู่ตำแหน่งแรกที่คาร์บอนตัวที่ 6 จากปลายสาย
กรดไขมันสายยาวสามารถเขียนเป็นรหัสตัวเลข เช่น 18:4 หมายถึงมีคาร์บอนทั้งหมด 18 ตัว และมีพันธะคู่ 4 ตำแหน่ง ส่วน n-3 หรือ ω-3 หมายถึงตำแหน่งของพันธะคู่แรกที่พบ ตัวอย่างในรูปคือกรดไขมันสเตียริโดนิก
กรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid) คือกรดไขมันที่มีแต่พันธะเดี่ยว (single bond) ตลอดสายคาร์บอน ทำให้โครงสร้างมีความแข็งแรง (rigidity) สูง ไขมันชนิดนี้มักเป็นของแข็งหรือกึ่งแข็งที่อุณหภูมิห้อง พบมากในเนื้อสัตว์ หนังสัตว์ ไข่แดง เนย นม น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม และน้ำมันมะพร้าว หากรับประทานมากเกินความต้องการพลังงานของร่างกาย มีแนวโน้มสะสมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดอุดตัน
กรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) คือกรดไขมันที่มีทั้งพันธะเดี่ยวและพันธะคู่ (double bond) ในสายคาร์บอน ทำให้โครงสร้างมีความยืดหยุ่นมากขึ้น มักอยู่ในรูปของเหลวที่อุณหภูมิห้อง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
- กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturated fatty acid, MUFAs) มีพันธะคู่เพียงตำแหน่งเดียว ตัวอย่างเช่น กรดไขมันโอเลอิก (oleic acid) ซึ่งพบมากในน้ำมันมะกอก (olive oil) ช่วยลดระดับ LDL cholesterol ในเลือดได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์เด่นชัดในด้านอื่น
- กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fatty acid, PUFAs) มีพันธะคู่หลายตำแหน่ง โดยตำแหน่งของพันธะคู่แรกมีความสำคัญต่อคุณสมบัติและประโยชน์ทางชีวภาพ ดังแสดงในรูปด้านล่าง
ที่มาและการออกฤทธิ์:
α-linolenic acid (18:3, n-3; ALA) เป็นกรดไขมันจำเป็น (essential fatty acid) ที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร ส่วนกรดไขมันโอเมกา-3 ชนิดอื่นสามารถสังเคราะห์ต่อจาก ALA ได้ โอเมกา-3 ที่มีความสำคัญทางคลินิก ได้แก่ docosahexaenoic acid (22:6, n-3; DHA) และ eicosapentaenoic acid (20:5, n-3; EPA) แม้ร่างกายจะสร้างได้ในระดับหนึ่ง แต่อาหารเสริมที่เรียกว่าน้ำมันปลา (fish oil) มักประกอบด้วย DHA และ EPA เป็นหลัก
กรดไขมันโอเมกา-3 ออกฤทธิ์ลดการสร้างไตรกลีเซอไรด์ โดยยับยั้งการแสดงออกของยีนและเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึมของไขมัน กลไกคล้ายยากลุ่มไฟเบรตแต่มีฤทธิ์อ่อนกว่า นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยขยายหลอดเลือด ลดความดันโลหิต ลดการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นของเม็ดเลือดแดง ส่งเสริมการทำงานของไมโตคอนเดรีย ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจใช้ออกซิเจนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดความเสี่ยงภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ปัจจุบันยังไม่มีรายงานข้อมูลทางจลนศาสตร์ (pharmacokinetics) ของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้อย่างชัดเจน
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด (กรณีที่ระดับไม่เกิน 500 mg%)
ขนาดยาที่ใช้คือ EPA + DHA ± ALA รวม 2–4 กรัม/วัน
- ใช้บำรุงหัวใจในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
ขนาดยาที่ใช้คือ EPA + DHA ± ALA รวม 1 กรัม/วัน
- ใช้เสริมอาหารในผู้ที่กำลังเจริญเติบโต
ในเด็ก ใช้ขนาด EPA + DHA 50–100 mg/วัน
ในหญิงตั้งครรภ์และช่วงให้นมบุตร แนะนำ DHA 200 mg/วัน
** ผลิตภัณฑ์น้ำมันปลาทั่วไปในท้องตลาดมักมี EPA + DHA ± ALA รวมกันไม่ถึง 50% ของน้ำหนักแคปซูล จึงควรตรวจสอบปริมาณสารสำคัญต่อเม็ดก่อนใช้
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
กรดไขมันโอเมกา-3 ไม่ได้ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ ยาสามารถทำให้ระยะเวลาการแข็งตัวของเลือดยาวนานขึ้น ลดระดับ fibrinogen และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออก โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดร่วมด้วย
อาจพบระดับเอนไซม์ตับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย น้ำหนักตัวเพิ่ม รวมทั้งอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือท้องเสีย
ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดหรือใกล้คลอดควรหยุดยาอย่างน้อยประมาณ 10 วันล่วงหน้า และผู้ที่แพ้อาหารทะเลอาจมีความเสี่ยงแพ้น้ำมันปลาได้
ปฏิกิริยาระหว่างยา
การใช้ยา Warfarin ร่วมกับโอเมกา-3 อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออก ควรติดตามค่า INR อย่างใกล้ชิด และปรับขนาดยา Warfarin ตามความเหมาะสม
สรุป
กรดไขมันโอเมกา-3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะการลดระดับไตรกลีเซอไรด์และลดการอักเสบ แม้มีประโยชน์ทางคลินิกหลายด้าน แต่ควรใช้ในขนาดที่เหมาะสมและคำนึงถึงความเสี่ยงเรื่องเลือดออก ปฏิกิริยาระหว่างยา และข้อควรระวังในผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม การเลือกผลิตภัณฑ์ควรพิจารณาปริมาณ EPA และ DHA ที่แท้จริงต่อหน่วยบริโภค เพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมายทางการรักษา
บรรณานุกรม
- "Omega-3 Fatty Acids." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา NIH. (13 กุมภาพันธ์ 2569).
- "How Much Omega-3 Should You Take per Day?." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Healthline. (13 กุมภาพันธ์ 2569).