ยาไฮดรอกซิซีน (Hydroxyzine, Atarax®)
Hydroxyzine เป็นยากลุ่ม antihistamines ชนิด first-generation H1-receptor antagonist จัดอยู่ในกลุ่ม piperazine derivatives มีคุณสมบัติเด่นคือมีฤทธิ์ต้านฮีสตามีน ร่วมกับฤทธิ์กดประสาท, ลดความวิตกกังวล, ต้านอาเจียน และต้านฤทธิ์โคลิเนอร์จิกบางส่วน จึงเป็นยาที่มีการใช้ทางคลินิกกว้างกว่ายาแก้แพ้ทั่วไป
ข้อบ่งใช้หลัก ได้แก่ การรักษาอาการคันจากภาวะภูมิแพ้และลมพิษ, ใช้เป็นยาคลายกังวลระยะสั้น, ยาก่อนการผ่าตัด (premedication) และใช้ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนบางกรณี
ในประเทศไทย hydroxyzine มีบรรจุอยู่ใน
บัญชียาหลักแห่งชาติ (National List of Essential Medicines; NLEM)
ภายใต้ข้อบ่งใช้ด้านอาการแพ้และอาการคัน โดยจัดเป็นยาควบคุมการใช้ตามข้อบ่งใช้ทางการแพทย์
ที่มาและการออกฤทธิ์:
Hydroxyzine ถูกพัฒนาในช่วงทศวรรษ 1950 โดยบริษัท Union Chimique Belge (UCB) และถูกนำมาใช้ทางคลินิกในปี ค.ศ. 1956 ถือเป็นหนึ่งใน antihistamines รุ่นแรกที่มีฤทธิ์กดประสาทชัดเจน และต่อมาได้มีการพัฒนาอนุพันธ์ที่ลดฤทธิ์กดประสาทลง คือ cetirizine ซึ่งเป็น metabolite ของ hydroxyzine
Hydroxyzine ออกฤทธิ์โดย:
- เป็น inverse agonist/antagonist ที่ตัวรับ H1 receptor ทั้งในระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย
- ผ่าน blood-brain barrier ได้ดี → ทำให้เกิด sedation ชัดเจน
- มีฤทธิ์ต้าน muscarinic receptor บางส่วน → anticholinergic effect
- มีฤทธิ์กด subcortical area ใน CNS → ช่วยลดความวิตกกังวล
การออกฤทธิ์ครอบคลุมทั้งอาการคัน ผื่นลมพิษ อาการแพ้ และอาการกระวนกระวาย จึงแตกต่างจาก second-generation antihistamines ที่ออกฤทธิ์เฉพาะส่วนปลายเป็นหลัก
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้บรรเทาอาการแพ้และอาการคัน (Allergic pruritus, urticaria)
โดยใช้ระยะสั้น เป็นครั้งคราว ตามอาการ
ผู้ใหญ่: รับประทานครั้งละ 10-25 mg วันละ 3–4 ครั้ง
เด็ก: 1-2 mg/kg/day แบ่งให้วันละ 3–4 ครั้ง
- ใช้รักษาภาวะวิตกกังวลในผู้ใหญ่
ขนาด 50–100 mg/day แบ่งให้ 2–4 ครั้ง
ใช้ระยะสั้น ไม่แนะนำเป็น long-term therapy
- ใช้เป็น Premedication ก่อนผ่าตัด
50–100 mg รับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามก่อนผ่าตัด
- ใช้แก้อาการคลื่นไส้อาเจียนในบางกรณี
25–50 mg ทุก 6–8 ชั่วโมง ตามดุลยพินิจแพทย์
หมายเหตุ: ควรปรับขนาดยาในผู้สูงอายุ และผู้ป่วยตับบกพร่อง เนื่องจากครึ่งชีวิตยาจะยาวนานขึ้น
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ง่วงซึม ปากแห้ง คอแห้ง (anticholinergic effect) เวียนศีรษะ ตาพร่า ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก
ผลข้างเคียงที่สำคัญ
- QT prolongation และเสี่ยง torsades de pointes (โดยเฉพาะในผู้มีปัจจัยเสี่ยง)
- สับสนหรือกระวนกระวายในผู้สูงอายุ
- ภาวะกดการหายใจเมื่อใช้ร่วมกับ CNS depressants
การใช้ยาเกินขนาดอาจทำให้ ซึมลึก กระวนกระวาย ชัก ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หน้าแดง ตามัว ปัสสาวะคั่ง ความดันโลหิตสูง และมีไข้ (hyperthermia) การรักษาเป็นแบบประคับประคอง ไม่มี antidote จำเพาะ
ข้อควรระวัง
- ผู้สูงอายุ (เสี่ยง delirium และหกล้ม)
- ผู้ป่วยโรคหัวใจหรือมี QT prolongation
- ผู้ป่วยตับบกพร่อง
- หญิงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก (ควรหลีกเลี่ยง)
- หลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะหรือทำงานกับเครื่องจักร
ปฏิกิริยาระหว่างยา
- CNS depressants (benzodiazepines, opioids, alcohol) → เพิ่ม sedation และกดการหายใจ
- ยาที่ยืด QT interval (เช่น macrolides, fluoroquinolones, antipsychotics) → เพิ่มความเสี่ยง arrhythmia
- Anticholinergic drugs → เพิ่มผลข้างเคียงปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก
- ยาที่มีผลต่อ CYP metabolism อาจมีผลต่อระดับยา แม้ hydroxyzine ไม่ใช่ substrate หลักของ CYP3A4
สรุป
Hydroxyzine เป็น first-generation H1 antihistamine ที่มีบทบาททางคลินิกกว้างกว่ายาแก้แพ้ทั่วไป เนื่องจากมีฤทธิ์กดประสาทและคลายกังวลร่วมด้วย เหมาะสำหรับการรักษาอาการคันจากลมพิษ รวมถึงใช้เป็นยาคลายกังวลระยะสั้นและ premedication ก่อนผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงด้าน sedation, anticholinergic effect และความเสี่ยง QT prolongation ทำให้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคหัวใจ ในทางปฏิบัติทางคลินิก ยารุ่นที่สองมักถูกเลือกใช้เป็น first-line ในโรคภูมิแพ้ทั่วไป ขณะที่ hydroxyzine เหมาะในกรณีที่ต้องการฤทธิ์กดประสาทร่วมด้วย