ยาลอราทาดีน (Loratadine)

Loratadine เป็นยาต้านฮิสตามีนชนิด H1-receptor antagonist ในกลุ่ม second-generation antihistamines พัฒนาขึ้นเพื่อลดผลข้างเคียงด้านการง่วงซึมที่พบได้บ่อยในยารุ่นแรก โดยมีความจำเพาะต่อ H1 receptor สูง และผ่านเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้น้อย

ยาใช้บรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ เช่น allergic rhinitis (จมูกอักเสบจากภูมิแพ้) และ chronic urticaria (ลมพิษเรื้อรัง) เนื่องจากมีประสิทธิภาพดี ออกฤทธิ์ยาววันละครั้ง และมีความปลอดภัยสูง

ในประเทศไทย Loratadine อยู่ใน บัญชียาหลักแห่งชาติ ในหมวดยาต้านฮิสตามีนชนิดไม่ทำให้ง่วง และจัดเป็นยาสามัญที่สามารถใช้ในระบบบริการสุขภาพภาครัฐได้อย่างแพร่หลาย

ที่มาและการออกฤทธิ์:

Loratadine ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางของ antihistamine รุ่นแรก โครงสร้างทางเคมีของยาออกแบบให้มีความเป็นขั้วมากขึ้น จึงผ่าน blood-brain barrier ได้น้อย

ยาเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูก metabolize ที่ตับโดยเอนไซม์ CYP3A4 และ CYP2D6 เปลี่ยนเป็น active metabolite คือ Desloratadine ที่มีค่าครึ่งชีวิตยาวกว่า Loratadine ยาออกฤทธิ์ยับยั้งการจับของฮิสตามีนกับ H1 receptor ลดการขยายหลอดเลือด ลดการเพิ่มความซึมผ่านของหลอดเลือด และลดการกระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึก ผลคือ

  • ลดน้ำมูกและจาม
  • ลดผื่นลมพิษ
  • ลดอาการคัน

เนื่องจากผ่านเข้าสมองได้น้อย จึงมีผลข้างเคียงด้าน sedation ต่ำกว่ายารุ่นแรกอย่างมีนัยสำคัญ

การใช้ยาที่เหมาะสม

ข้อบ่งใช้

  1. Allergic rhinitis (seasonal และ perennial)
  2. Chronic spontaneous urticaria
  3. ผื่นคันจากภูมิแพ้

ขนาดยา

ผู้ใหญ่และเด็ก ≥ 12 ปี: 10 มก. วันละครั้ง

เด็กอายุ 2–12 ปี:

  • น้ำหนัก ≥ 30 kg: 10 มก. วันละครั้ง
  • น้ำหนัก < 30 kg: 5 มก. วันละครั้ง

ผู้ป่วยตับบกพร่อง: อาจพิจารณาให้วันเว้นวัน เนื่องจากการกำจัดยาลดลง

ระยะเวลาใช้ขึ้นกับลักษณะโรค
– Seasonal allergic rhinitis: ใช้ตามช่วงที่มีสารก่อภูมิแพ้
– Chronic urticaria: อาจใช้ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ภายใต้การติดตามอาการ



ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดศีรษะ อ่อนเพลียเล็กน้อย ง่วงเล็กน้อย (พบไม่บ่อย) ปากแห้งเล็กน้อย

ผลข้างเคียงที่พบได้น้อย ได้แก่ ใจสั่น ผื่นแพ้ยา การทำงานของตับผิดปกติ (พบได้น้อยมาก)

การใช้ยาเกินขนาดอาจทำให้เกิดอาการง่วงมาก หัวใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะ โดยทั่วไป Loratadine มี therapeutic index ค่อนข้างกว้าง และพิษรุนแรงพบได้น้อย

ข้อควรระวัง

  • ผู้ป่วยโรคตับ ควรพิจารณาปรับขนาดยา
  • ควรระวังในหญิงตั้งครรภ์ แม้ข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างดี
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์ แม้ผลกดประสาทต่ำ

ปฏิกิริยาระหว่างยา

  • ยาที่ยับยั้ง CYP3A4 หรือ CYP2D6 เช่น ketoconazole, erythromycin, cimetidine → อาจเพิ่มระดับ Loratadine ในเลือด
  • แอลกอฮอล์ → อาจเพิ่มอาการง่วง แม้โดยทั่วไป Loratadine ไม่เสริมฤทธิ์กด CNS อย่างชัดเจน

แม้มีรายงานการเพิ่มระดับยาเมื่อใช้ร่วมกับ CYP inhibitors แต่โดยทั่วไปไม่พบการยืด QT interval อย่างมีนัยสำคัญในขนาดรักษาปกติ

สรุป

Loratadine เป็นยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่สองที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับใช้เป็น first-line therapy ใน allergic rhinitis และ chronic urticaria เนื่องจากออกฤทธิ์ยาววันละครั้ง และมีผลข้างเคียงด้านง่วงซึมน้อย

ด้วยการที่ยาอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติของไทย ทำให้สามารถเข้าถึงได้ในระบบบริการสุขภาพอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม การใช้ยาควรพิจารณาภาวะตับ การใช้ยาร่วม และติดตามอาการอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดและปลอดภัย