ยาเบนซ์โบรมาโรน (Benzbromarone, Benarone®)

เบนซ์โบรมาโรน หรือ เบนนาโรน เป็นยาลดกรดยูริกในเลือดที่ออกฤทธิ์เด่นโดยเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ และยังสามารถลดการสร้างกรดยูริกได้ด้วยการยับยั้งเอนไซม์ xanthine oxidase แบบ non-competitive และ reversible แม้ว่ายานี้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ภายหลังมีรายงานภาวะตับอักเสบรุนแรงที่สัมพันธ์กับยา ทำให้บางประเทศถอนทะเบียนยาออก อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังคงใช้ในผู้ป่วยที่แพ้ยาอัลโลพูรินอล หรือใช้ร่วมกับยาลดการสร้างกรดยูริกชนิดอื่น (เช่น อัลโลพูรินอล หรือเฟบูโซสแตท) ในรายที่มีกรดยูริกสูงมากและควบคุมได้ยาก

ที่มาและการออกฤทธิ์:

ยาเบนซ์โบรมาโรนถูกพัฒนาโดยบริษัท Sanofi-Synthélabo ในช่วงทศวรรษ 1970 ระยะแรกของการศึกษา พบว่ายามีประสิทธิภาพลดกรดยูริกในเลือดได้ดีกว่ายาอัลโลพูรินอลและโปรเบนีสิด อีกทั้งมีอุบัติการณ์แพ้ยารุนแรงต่ำกว่ายาอัลโลพูรินอล และมีปฏิกิริยาระหว่างยาน้อยกว่ายาโปรเบนีสิด

ต่อมาในปี ค.ศ. 2003 มีรายงานผู้ป่วยตับอักเสบรุนแรง 4 รายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา หนึ่งในนั้นมีหลักฐานยืนยันว่าเกิดตับอักเสบซ้ำหลังหยุดยาแล้วกลับมาใช้ใหม่ บริษัทผู้ผลิตจึงยุติการจำหน่าย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยาถูกใช้มานานกว่า 20 ปี และหลายประเทศสามารถผลิตเองได้ อีกทั้งไม่พบอุบัติการณ์รุนแรงในประเทศของตน จึงยังคงมีการใช้ต่อในบางประเทศ รวมถึงประเทศไทย

กลไกการออกฤทธิ์ของเบนซ์โบรมาโรนมี 3 ประการ คือ

  1. เพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ โดยยับยั้งการดูดกลับของยูเรตที่ท่อไตส่วนต้นผ่าน URAT1
  2. เพิ่มการขับกรดยูริกออกทางอุจจาระ
  3. ลดการสร้างกรดยูริก โดยยับยั้งเอนไซม์ xanthine oxidase แบบ non-competitive และ reversible

เบนซ์โบรมาโรนไม่ยับยั้งตัวขนส่ง OAT1 และ OAT3 จึงไม่ทำให้ยาปฏิชีวนะคั่งเหมือนโปรเบนีสิด ยาถูกดูดซึมได้บางส่วน แต่จับกับพลาสมาโปรตีนเกือบทั้งหมด เมตาบอไลซ์ที่ตับผ่านเอนไซม์ CYP2C9 และขับออกทางน้ำดีลงสู่อุจจาระเป็นหลัก เมตาบอไลต์ของยายังมีฤทธิ์ขับกรดยูริกต่อเนื่องได้นานถึงประมาณ 48 ชั่วโมง จึงสามารถรับประทานวันละครั้ง



การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ใช้รักษาโรคเกาต์เรื้อรังในผู้ที่ไตยังไม่เสื่อมมาก
  2. ปัจจุบันจะพิจารณาใช้ในผู้ป่วยดังต่อไปนี้

    • ผู้ป่วยที่มีการขับกรดยูริกทางปัสสาวะน้อยกว่า 800 mg/วัน โดยต้องเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงเพื่อตรวจระดับกรดยูริกก่อนเริ่มยา
    • ผู้ที่มีข้อห้ามใช้หรือแพ้ยาอัลโลพูรินอล
    • ผู้ที่ใช้ยากลุ่มลดการสร้างกรดยูริกในขนาดสูงสุดแล้วยังควบคุมระดับไม่ได้ (มักใช้เบนซ์โบรมาโรนเป็นยาเสริม)

    ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีการขับกรดยูริกทางปัสสาวะมากกว่า 1000 mg/วัน เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และไม่ควรใช้ในผู้ที่มีหรือเคยมีนิ่วในทางเดินปัสสาวะ

    ขนาดยาทั่วไปคือ 100 mg วันละครั้ง หากจำเป็นต้องลดระดับกรดยูริกอย่างรวดเร็ว แพทย์อาจใช้ขนาด 200 mg วันละครั้งในช่วงแรก เมื่อควบคุมระดับกรดยูริกได้แล้ว ปรับลดเหลือ 50–100 mg วันละครั้งเป็นขนาดรักษาต่อเนื่อง

ข้อห้ามใช้

ห้ามใช้ยาเบนซ์โบรมาโรนในผู้ป่วยต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีไตวาย (ClCr < 25 ml/min)
  • ผู้ที่มีความผิดปกติของการทำงานของตับ
  • หญิงตั้งครรภ์

ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคืออุจจาระร่วง ซึ่งมักหายได้เมื่อหยุดยา นอกจากนี้อาจเกิดอาการเกาต์กำเริบในระยะแรกของการรักษา จากการเคลื่อนตัวของผลึกยูเรตในข้อ จึงควรให้ยาโคลชิซินหรือยาในกลุ่มเอนเสดขนาดต่ำร่วมด้วยในช่วงเริ่มต้น เมื่อระดับกรดยูริกในข้อและในเลือดเข้าสู่สมดุล อาการกำเริบจะลดลง

ภาวะตับอักเสบและน้ำดีคั่งพบได้ประมาณ 1 ใน 17,000 ราย มักเกิดหลังใช้ยา 1–6 เดือน ดังนั้นควรตรวจการทำงานของตับเป็นระยะหลังเริ่มยา หากพบค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ หรือมีภาวะน้ำดีคั่ง ควรหยุดยาทันที ผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตัวเหลือง ตาเหลืองโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรหยุดยาและรีบพบแพทย์ หากหยุดยาได้ทันท่วงที ความผิดปกติของตับมักกลับสู่ปกติภายใน 1–3 เดือน

สรุป

เบนซ์โบรมาโรนเป็นยาลดกรดยูริกที่มีประสิทธิภาพสูง โดยออกฤทธิ์ทั้งเพิ่มการขับกรดยูริกและยับยั้งการสร้างกรดยูริก เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์เรื้อรังที่ไม่สามารถใช้ยาอัลโลพูรินอลได้ หรือควบคุมระดับกรดยูริกได้ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อภาวะตับอักเสบรุนแรงทำให้ต้องคัดเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสม และติดตามการทำงานของตับอย่างใกล้ชิดตลอดการรักษา การใช้ยาจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด

บรรณานุกรม

  1. Valderilio Feijó Azevedo, et al. 2019. "Benzbromarone in the treatment of gout." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Adv Rheumatology. (18 กุมภาพันธ์ 2569).
  2. "BENZBROMARONE." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Inxight Drugs. (18 กุมภาพันธ์ 2569).
  3. "แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์ พ.ศ. 2555." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย. (18 กุมภาพันธ์ 2569).