ยาโปรบูคอล (Probucol)

โปรบูคอลเป็นยาลดโคเลสเตอรอลที่ปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยม เนื่องจากแม้จะสามารถลดระดับ LDL ได้ แต่ก็ลด HDL ลงมากกว่า ส่งผลให้อัตราส่วน LDL/HDL เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องผลข้างเคียงต่อหัวใจ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ แม้ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานผลข้างเคียงรุนแรงและไม่ได้มีคำสั่งห้ามจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แต่โรงเรียนแพทย์หลายแห่งไม่ได้จัดหายานี้มาใช้ ทำให้บทบาทของยาโปรบูคอลลดลงอย่างมากในทางคลินิก

ที่มาและการออกฤทธิ์:

ยาโปรบูคอลถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนายาในยุคที่ความตื่นตัวเรื่องการป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดกำลังสูง ยานี้ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1977 ทั้งที่ขณะนั้นยังไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่แน่ชัด ทราบเพียงว่าสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลทั้ง LDL และ HDL ในเลือดได้

มีข้อเสนอเกี่ยวกับกลไกการออกฤทธิ์ของโปรบูคอลในฐานะสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ 2 แนวทาง ได้แก่
A. ยับยั้งกระบวนการออกซิเดชันของ LDL โดย LDL ที่ถูกออกซิไดซ์ (OxLDL) เป็นตัวกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวและแมคโครฟาจสะสมในผนังหลอดเลือด จนนำไปสู่การเกิดหลอดเลือดแข็ง
B. ยับยั้งกระบวนการอักเสบของผนังหลอดเลือด จึงอาจช่วยลดการหนาตัวของผนังหลอดเลือดในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าทำไมยานี้จึงทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดลดลง

ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เริ่มมีรายงานความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหัวใจขาดเลือดกับความผิดปกติของจังหวะหัวใจ โดยเฉพาะภาวะ QT-interval ยาว ซึ่งอาจเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นรัวผิดจังหวะได้อย่างเฉียบพลัน ต่อมาในปี ค.ศ. 1981 มีรายงานในวารสารการแพทย์ขนาดใหญ่ว่าโปรบูคอลสามารถทำให้ QT-interval ยาวขึ้น[1] แม้ผู้ป่วยในรายงานดังกล่าวยังไม่เกิดภาวะหัวใจเต้นรุนแรง เนื่องจากหยุดยาได้ทันเวลา แต่ก็มีรายงานลักษณะคล้ายกันตามมาอีกหลายฉบับ

แม้จะมีข้อมูลว่ายาโปรบูคอลสามารถลด Xanthoma ที่ผิวหนังและเส้นเอ็นได้เมื่อใช้ต่อเนื่องเกิน 2 ปี แต่อย่างไรก็ตาม FDA ของสหรัฐอเมริกาได้มีหนังสือเตือนไปยังบริษัทผู้ผลิตให้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้เป็นสำคัญ ประกอบกับความกังวลของแพทย์เกี่ยวกับผลข้างเคียงต่อหัวใจ ความนิยมในการใช้ยาจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง จนบริษัทผู้ผลิตเลิกวางจำหน่ายในสหรัฐตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 อย่างไรก็ตาม ยายังคงมีใช้ในบางประเทศ รวมถึงในยุโรป

โปรบูคอลดูดซึมจากทางเดินอาหารได้ค่อนข้างน้อย การเริ่มเห็นผลทางคลินิกต้องใช้เวลาหลายเดือน ระดับยาในเลือดจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นและเข้าสู่ระดับคงที่ภายใน 3–4 เดือน หลังหยุดยา ระดับยายังคงอยู่ในร่างกายนานกว่า 6 เดือน โดยถูกขับออกทางอุจจาระอย่างช้า ๆ กลไกการเมตาบอลิซึมยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ายาสามารถสะสมในเนื้อเยื่อไขมันได้



การใช้ยาที่เหมาะสม

โปรบูคอลควรพิจารณาใช้เป็นทางเลือกในลำดับท้าย ๆ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ยาลดไขมันกลุ่มอื่นได้ ผู้ป่วยควรได้รับข้อมูลอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ HDL จะลดลง รวมถึงความเป็นไปได้ของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ขนาดยาที่ใช้คือ 250–1000 mg/วัน แบ่งให้วันละ 1–4 ครั้ง

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจนในเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร

ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

ผลข้างเคียงที่สำคัญที่สุดคือการทำให้ QT interval ยาวขึ้น หากมีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น ภาวะโพแทสเซียมต่ำ ภาวะแมกนีเซียมต่ำ หรือการใช้ยาที่มีผลต่อการนำไฟฟ้าหัวใจร่วมด้วย จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจเต้นรัวผิดจังหวะจากการลัดวงจรไฟฟ้า (re-entry arrhythmia) ซึ่งอาจเกิดขึ้นเฉียบพลันและนำไปสู่การเสียชีวิตกระทันหันได้

ผลข้างเคียงอื่นที่พบไม่บ่อย ได้แก่ นิ่วในถุงน้ำดี ภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอสิโนฟิลสูงขึ้น และในกรณีใช้ขนาดสูงอาจเกิดพิษต่อตับ

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ไม่ควรใช้โปรบูคอลร่วมกับยา Amiodarone, Bretylium, Disopyramide, Encainide, Flecainide, Lidocaine, Mexiletine, Moricizine, Procainamide, Propafenone, Quinidine, Sotalol, Tocainide, Digoxin, ยากลุ่มต้านตัวรับเบตา, ยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม Tricyclic และ Phenothiazines เนื่องจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นรัวผิดจังหวะ

การใช้ร่วมกับยา Chenodiol หรือ Ursodiol จะยิ่งลดการดูดซึมของโปรบูคอล แม้จะรับประทานต่างเวลากัน

สรุป

โปรบูคอลเป็นยาลดโคเลสเตอรอลที่สามารถลด LDL ได้ แต่ลด HDL มากกว่า ทำให้อัตราส่วน LDL/HDL ไม่เหมาะสม และมีความเสี่ยงสำคัญต่อการทำให้ QT interval ยาวและเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ แม้จะเคยได้รับความนิยมในอดีตและมีข้อมูลว่าช่วยลด Xanthoma ได้ แต่ข้อกังวลด้านความปลอดภัยทำให้การใช้ยาลดลงอย่างมาก ปัจจุบันควรพิจารณาใช้เฉพาะในกรณีจำเป็น และต้องประเมินความเสี่ยงต่อหัวใจและปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างรอบคอบก่อนเริ่มการรักษา

บรรณานุกรม

  1. Ludwig Klein. 1981. "QT-Interval Prolongation Produced by Probucol." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Arch Intern Med. 1981;141(8):1102-1103. (13 กุมภาพันธ์ 2569).
  2. Yamashita S, et. al. 2009. "Where are we with probucol: a new life for an old drug?" [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Atherosclerosis. 2009 Nov;207(1):16-23. (13 กุมภาพันธ์ 2569).