ยารูพาทาดีน (Rupatadine, Rupafin®)
Rupatadine เป็นยาต้านฮิสตามีนชนิดที่สอง (second-generation H1-antihistamine)
ที่มีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างจาก antihistamines รุ่นอื่น คือมีฤทธิ์ต้าน
platelet-activating factor (PAF) ร่วมด้วย
จึงถือเป็นยาในกลุ่ม dual-action antagonist
ที่มาและการออกฤทธิ์:
Rupatadine ถูกพัฒนาเพื่อลดข้อจำกัดของ antihistamines รุ่นแรก
และเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมอาการอักเสบในโรคภูมิแพ้ โดยมุ่งหวังผลทั้งในระยะ immediate phase และ late phase reaction
ชื่อการค้าหนึ่งที่ใช้แพร่หลายคือ Rupafin®
โดยยานี้ได้รับการพัฒนาและขึ้นทะเบียนในยุโรปตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000
ลักษณะทางเภสัชจลนศาสตร์:
- ดูดซึมได้ดีทางปาก
- เมแทบอลิซึมที่ตับโดย CYP3A4
- มี active metabolites บางชนิด
- Half-life ประมาณ 5–6 ชั่วโมง (active metabolites อาจยาวกว่า)
Rupatadine ออกฤทธิ์ผ่าน 2 กลไกหลัก:
- Selective H1-receptor antagonist → ลดอาการคัน บวมแดง น้ำมูก จาม
- PAF receptor antagonist → ลดการอักเสบและการเคลื่อนที่ของ eosinophils
ฤทธิ์ dual action นี้อาจช่วยควบคุมอาการลมพิษและ allergic rhinitis ได้ครอบคลุมมากขึ้น
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้คุมอาการภูมิแพ้ทางเดินหายใจ (Allergic rhinitis)
ผู้ใหญ่และเด็ก ≥ 12 ปี: 10 mg วันละครั้ง
เด็กอายุ 2–11 ปี: มีรูปแบบยาน้ำ (oral solution) ปรับขนาดตามน้ำหนักตัว โดยทั่วไป 2.5–5 mg วันละครั้ง (ขึ้นกับน้ำหนัก)
สามารถรับประทานพร้อมอาหารหรือไม่ก็ได้
- ใช้คุมอาการลมพิษเรื้อรัง (Chronic spontaneous urticaria)
ขนาดเริ่มต้น 10 mg วันละครั้ง
หากควบคุมอาการไม่ได้ อาจพิจารณาเพิ่มขนาดเป็น 20 mg ต่อวัน
ในเด็กปรับตามแพทย์สั่ง
ระยะเวลาในการรักษา
- Seasonal allergic rhinitis: ใช้ตามระยะเวลาที่มีสิ่งกระตุ้น
- Perennial allergic rhinitis และ CSU: อาจใช้ต่อเนื่องตามอาการและดุลยพินิจแพทย์
ควรปรับขนาดยาในผู้ป่วยไตรุนแรง
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ง่วงซึมเล็กน้อย ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ปากแห้ง
แม้จัดเป็น second-generation antihistamine
แต่ยังอาจพบ sedation ได้บ้าง โดยเฉพาะในบางราย
การใช้ยาเกินขนาดอาจทำให้:
- ง่วงซึมมาก
- หัวใจเต้นเร็ว
- อาการทางระบบประสาทส่วนกลาง
ยังไม่มีรายงานชัดเจนของ QT prolongation ในขนาดรักษาปกติ
แต่ควรระวังในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านหัวใจ
ข้อควรระวัง
- ผู้ป่วยโรคตับ (เนื่องจากเมแทบอลิซึมผ่าน CYP3A4)
- ผู้ป่วยไตวายรุนแรง
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร (ข้อมูลยังจำกัด)
- ควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์
ปฏิกิริยาระหว่างยา
- CYP3A4 inhibitors
เนื่องจาก rupatadine ถูกเมแทบอลิซึมโดย CYP3A4
การใช้ร่วมกับยาที่ยับยั้งเอนไซม์นี้อาจเพิ่มระดับยา เช่น:
- Ketoconazole
- Erythromycin
- Clarithromycin
- Ritonavir
- CYP3A4 inducers
อาจลดระดับยาและลดประสิทธิภาพ
- Alcohol และ CNS depressants
อาจเสริมฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง
สรุป
Rupatadine เป็น second-generation antihistamine
ที่มีคุณสมบัติเด่นคือ dual action ทั้งยับยั้ง H1-receptor และ PAF receptor จึงมีบทบาทสำคัญในการรักษา allergic rhinitis และ chronic spontaneous urticaria
แม้โดยทั่วไปมีความปลอดภัยสูงและก่อ sedation น้อย แต่ควรระวังการใช้ร่วมกับ CYP3A4 inhibitors และพิจารณาปัจจัยด้านตับ ไต และโรคร่วมของผู้ป่วย
โดยสรุป Rupatadine เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุม ในกลุ่ม antihistamines รุ่นที่สอง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบเด่นร่วมกับอาการแพ้