ยาไซโลโดซิน (Silodosin, Urief®, Rapaflo®)

ไซโลโดซินเป็นยากลุ่มปิดตัวรับอัลฟา-1 (α1-blocker) ที่พัฒนาให้มีความจำเพาะสูงต่อตัวรับอัลฟา-1a (α1a) บริเวณต่อมลูกหมากและท่อปัสสาวะ จึงใช้รักษาภาวะต่อมลูกหมากโต (BPH) เป็นหลัก แม้ยังคงมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดและลดความดันโลหิตอยู่บ้าง แต่ผลต่อความดันจะน้อยกว่ายารุ่นที่ไม่จำเพาะ ไซโลโดซินไม่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติของไทย

ที่มาและการออกฤทธิ์:

ยากลุ่มปิดตัวรับอัลฟามีการพัฒนาจาก non-selective α-blockers ซึ่งออกฤทธิ์กว้างและมีผลลดความดันเด่นชัด มาสู่ selective α1-blockers และต่อยอดเป็น selective α1a-blockers เนื่องจากตัวรับ α1 ในทางเดินปัสสาวะส่วนล่างส่วนใหญ่เป็นชนิด α1a การออกฤทธิ์จำเพาะต่อ subtype นี้ช่วยคลายกล้ามเนื้อเรียบของต่อมลูกหมาก ท่อปัสสาวะ และคอกระเพาะปัสสาวะ ลดแรงต้านการไหลของปัสสาวะ ทำให้อาการเบาขัดดีขึ้น โดยมีผลต่อความดันโลหิตน้อยกว่ายารุ่นแรก ๆ หนึ่งในยาที่มีความจำเพาะสูงต่อ α1a คือ ไซโลโดซิน

ไซโลโดซินมีคุณสมบัติออกฤทธิ์ยาวในรูปแบบดั้งเดิม จึงสามารถบดเม็ดยาหรือแกะแคปซูลได้ในผู้ที่กลืนลำบากหรือใส่สายให้อาหาร ยาดูดซึมได้ประมาณร้อยละ 32 อาหารไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการดูดซึม ยาจับกับโปรตีนในเลือดมากกว่าร้อยละ 91 ถูกเมแทบอลิซึมที่ตับ และขับออกทางอุจจาระประมาณร้อยละ 55 ส่วนที่เหลือขับออกทางปัสสาวะ ค่าครึ่งชีวิตประมาณ 11 ชั่วโมง จึงสามารถให้วันละ 1–2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ห้ามใช้ในผู้ป่วยตับบกพร่องรุนแรงและไตบกพร่องรุนแรง

การใช้ยาที่เหมาะสม

ยาไซโลโดซินมีทั้งรูปเม็ดเคลือบ (Urief) และแคปซูล (Rapaflo) ซึ่งสามารถบดหรือแกะแคปซูลเพื่อผสมอาหารได้ตามความเหมาะสม

  1. ใช้บรรเทาอาการเบาขัดจากภาวะต่อมลูกหมากโต
  2. ขนาดยาปกติคือ 4 mg วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็น ในผู้ที่มีไตเสื่อมหรือตับบกพร่องเล็กน้อย อาจเริ่มที่ 2 mg วันละ 2 ครั้งก่อน หากไม่เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนอิริยาบถ จึงพิจารณาปรับเพิ่มเป็น 4 mg วันละ 2 ครั้ง

ข้อห้ามใช้

ห้ามใช้ยาไซโลโดซินในผู้ป่วยต่อไปนี้

  • ไตวายระยะที่ 4 ขึ้นไป (CrCl < 30 ml/min)
  • ตับบกพร่องรุนแรง (Child-Pugh score ≥ 10)
  • ใช้ร่วมกับยาที่ยับยั้งเอนไซม์ CYP3A4 อย่างแรง เช่น Ketoconazole, Clarithromycin, Itraconazole, Ritonavir เนื่องจากทำให้ระดับยาไซโลโดซินในเลือดสูงขึ้น
  • แพ้ยาไซโลโดซินหรือส่วนประกอบของยา (เช่น Hydroxypropylcellulose, Corn starch, Magnesium stearate, Talc, D-mannitol, Hypromellose, Titanium oxide, Carnauba wax)


ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคือ ความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนอิริยาบถ (orthostatic/postural hypotension) โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นการรักษา และในผู้ที่ใช้ยาลดความดันโลหิตร่วมด้วย อาการอาจได้แก่ เวียนศีรษะ เหนื่อยล้า เหงื่อออก หรือหน้ามืดเป็นลม หากเกิดอาการควรให้นอนราบจนกว่าจะดีขึ้น โดยทั่วไปอาการมักเกิดเพียงชั่วคราว และไม่จำเป็นต้องหยุดยา ทั้งนี้ ภายใน 2–3 ชั่วโมงหลังรับประทานยา ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานยนต์หรือทำงานกับเครื่องจักร

เช่นเดียวกับยา selective α1-blockers อื่น ๆ มีรายงานภาวะม่านตาอ่อนขณะผ่าตัดตา (Intraoperative Floppy Iris Syndrome; IFIS) จักษุแพทย์ควรทราบประวัติการใช้ยานี้ก่อนผ่าตัด

ผลข้างเคียงอื่นที่อาจพบ ได้แก่ ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ กระหายน้ำ ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน มีรสขมในปาก กระเพาะอาหารอักเสบ ภาวะอวัยวะเพศแข็งตัวนานและปวด (priapism) การหลั่งอสุจิย้อนกลับ (retrograde ejaculation) ตับอักเสบ น้ำดีคั่ง เลือดกำเดาไหล เกล็ดเลือดต่ำ โลหิตจาง จำนวนเม็ดเลือดขาวเปลี่ยนแปลง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ค่าบียูเอ็นและครีเอตินีนเพิ่มขึ้น ระดับน้ำตาล โคเลสเตอรอล โพแทสเซียม กรดยูริก และค่า PSA ในเลือดเพิ่มขึ้น

อาการแพ้อาจแสดงเป็นลมพิษ ผื่นคัน ใบหน้าบวม หายใจลำบาก หรือผิวหนังลอกแบบ Stevens-Johnson syndrome

ปฏิกิริยาระหว่างยา

การใช้ไซโลโดซินร่วมกับยากลุ่ม PDE5 inhibitors (เช่น Sildenafil) ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตต่ำอย่างมากจนเกิดอาการหน้ามืดหรือหมดสติ จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงหากไม่จำเป็น

สรุป

ไซโลโดซินเป็นยา selective α1a-blocker ที่มีความจำเพาะสูงต่อทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ช่วยลดอาการเบาขัดจากภาวะต่อมลูกหมากโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลต่อความดันโลหิตค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับยารุ่นเก่า สามารถบดหรือแกะแคปซูลได้ เหมาะกับผู้ป่วยที่กลืนลำบาก อย่างไรก็ตาม ต้องหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยตับหรือไตบกพร่องรุนแรง และระวังการใช้ร่วมกับยา CYP3A4 inhibitors หรือ PDE5 inhibitors การประเมินโรคร่วมและยาที่ใช้ร่วมกันอย่างรอบคอบจะช่วยให้การรักษามีความปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุด

บรรณานุกรม

  1. Herbert Lepor. 2006. "The Evolution of Alpha-Blockers for the Treatment of Benign Prostatic Hyperplasia." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Rev Urol. 2006;8(Suppl 4):S3–S9. (17 กุมภาพันธ์ 2569).
  2. Herbert Lepor. 2007. "Alpha-Blockers for the Treatment of Benign Prostatic Hyperplasia." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Rev Urol. 2007;9(4):181-190. (17 กุมภาพันธ์ 2569).
  3. "RAPAFLO®." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา FDA. (17 กุมภาพันธ์ 2569).
  4. "Silodosin." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Wikipedia. (17 กุมภาพันธ์ 2569).