ยาไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine, Benadryl®)

Diphenhydramine เป็นยาในกลุ่ม first-generation H1-receptor antihistamine จัดอยู่ในกลุ่ม ethanolamine derivatives มีคุณสมบัติสำคัญคือสามารถผ่าน blood-brain barrier ได้ดี จึงมีฤทธิ์กดประสาท (sedative effect) ชัดเจน นอกจากฤทธิ์ต้านฮีสตามีนแล้ว ยังมีฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิก แก้ไอ ต้านอาเจียน และต้านอาการเวียนศีรษะจากความผิดปกติของระบบทรงตัว

ใช้รักษาอาการไอมากในเด็กเล็ก ลดน้ำมูก แก้คัน ใช้บรรเทาอาการแพ้เฉียบพลันร่วมกับยาอื่นใน anaphylaxis, ใช้ป้องกันและรักษา motion sickness, ใช้เป็นยาช่วยให้นอนหลับระยะสั้น และใช้รักษาภาวะ acute dystonic reaction จากยาทางจิตเวช จัดเป็นยาสามัญประจำบ้าน หาซื้อได้ทั่วไป และมีอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติของไทย

ที่มาและการออกฤทธิ์:

Diphenhydramine ถูกสังเคราะห์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1943 โดยนักเคมี George Rieveschl และได้รับการพัฒนาเชิงพาณิชย์โดยบริษัท Parke-Davis ต่อมาจำหน่ายภายใต้ชื่อทางการค้า Benadryl® ถือเป็นหนึ่งใน antihistamines รุ่นแรก ๆ ที่ถูกนำมาใช้ทางคลินิกอย่างแพร่หลาย

Diphenhydramine ออกฤทธิ์โดย:

  • เป็น inverse agonist ที่ตัวรับ H1 receptor ทั้งในระบบส่วนกลางและส่วนปลาย
  • ผ่าน blood-brain barrier ได้ดี → ทำให้เกิด sedation
  • ต้าน muscarinic receptors → เกิด anticholinergic effects
  • ยับยั้ง sodium channel บางส่วน → อธิบาย cardiotoxicity ใน overdose
  • มีฤทธิ์กด vestibular nuclei → ลดอาการ motion sickness

ฤทธิ์ที่ไม่จำเพาะต่อ H1 receptor ทำให้มีผลข้างเคียงมากกว่า second-generation antihistamines

การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ใช้บรรเทาอาการแพ้และอาการคัน (Allergic pruritus, urticaria)
  2. ผู้ใหญ่: 25–50 mg ทุก 6–8 ชั่วโมง (ไม่เกิน 300 mg/วัน)
    เด็ก: 0.5-1 mg/kg/dose (ไม่เกิน 50 mg/โด้ส) ทุก 6–8 ชั่วโมง

  3. ใช้ร่วมใน Anaphylaxis
  4. ให้หลังจาก epinephrine โดยทั่วไป 25–50 mg IV/IM เพื่อบรรเทาอาการผื่นและคัน

  5. ใช้ป้องกันและรักษาอาการเมารถ-เมาเรือ (Motion sickness)
  6. 25–50 mg ก่อนเดินทาง 30 นาที และให้ซ้ำทุก 6–8 ชั่วโมงตามจำเป็น

  7. ใช้แก้ไอ ลดน้ำมูกในเด็กที่เป็นหวัด
  8. เด็ก 2-5 ปี: 6.25 mg ทุก 4-6 ชั่วโมง (ไม่เกิน 37.5 mg/วัน)
    เด็ก 6-11 ปี: 12.5-25 mg ทุก 4-6 ชั่วโมง (ไม่เกิน 150 mg/วัน)
    เด็ก 12 ปีขึ้นไป 25–50 mg ทุก 6–8 ชั่วโมง (ไม่เกิน 300 mg/วัน)

  9. ใช้รักษาอาการ Acute dystonic จากยา
  10. 25–50 mg IV/IM ตามดุลยพินิจแพทย์

หมายเหตุ: ควรใช้ในระยะเวลาสั้นที่สุดที่จำเป็น โดยเฉพาะเมื่อใช้เพื่อช่วยให้นอนหลับ



ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ง่วงซึม ปากแห้ง คอแห้ง เวียนศีรษะ ตาพร่า ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก

ผลข้างเคียงที่สำคัญ

  • Delirium โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
  • Paradoxical excitation ในเด็ก
  • Orthostatic hypotension
  • QT prolongation ในบางราย

การใช้ยาเกินขนาด ลักษณะเด่นคือ anticholinergic toxidrome ได้แก่ ไข้สูง หน้าแดง รูม่านตาขยาย ใจสั่น สับสน ชัก และอาจเกิด ventricular arrhythmias จาก sodium channel blockade การรักษาเป็นแบบประคับประคอง อาจใช้ physostigmine ในบางกรณีที่มี anticholinergic delirium รุนแรง

ข้อควรระวัง

  • ผู้สูงอายุ (จัดเป็นยาใน Beers criteria ที่ควรหลีกเลี่ยง)
  • ผู้ป่วยต้อหินมุมปิด
  • ผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต
  • โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • หลีกเลี่ยงการขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักร

ปฏิกิริยาระหว่างยา

  • CNS depressants (benzodiazepines, opioids, alcohol) → เพิ่ม sedation และกดการหายใจ
  • Anticholinergic drugs (TCAs, antipsychotics) → เพิ่มความเสี่ยง anticholinergic toxicity
  • MAO inhibitors → เสริมฤทธิ์ anticholinergic และ CNS effects
  • ยาที่ยืด QT interval → เพิ่มความเสี่ยง arrhythmia

สรุป

Diphenhydramine เป็น first-generation antihistamine ที่มีประวัติการใช้ยาวนาน และมีบทบาททางคลินิกหลากหลาย ตั้งแต่รักษาอาการแพ้ ป้องกัน motion sickness ไปจนถึงใช้ในภาวะฉุกเฉินจาก dystonic reaction อย่างไรก็ตาม ด้วยคุณสมบัติที่ผ่านเข้าสมองได้ดี ทำให้เกิด sedation และ anticholinergic effects เด่นชัด จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคร่วม

ในเวชปฏิบัติปัจจุบัน second-generation antihistamines มักถูกเลือกเป็น first-line สำหรับโรคภูมิแพ้ทั่วไป ขณะที่ diphenhydramine เหมาะในสถานการณ์เฉพาะที่ต้องการฤทธิ์กดประสาทหรือออกฤทธิ์รวดเร็ว