ยาไบลาสทีน (Bilastine, Bilaxten®)
ยา ไบลาสทีน (Bilastine) เป็นยาต้านฮิสตามีนชนิดที่สอง (second-generation H1-antihistamine) ออกฤทธิ์ยับยั้งตัวรับฮิสตามีนชนิด H1 (H1-receptor antagonist)
จัดเป็นยากลุ่ม non-sedating antihistamines ที่มีความจำเพาะต่อ peripheral H1-receptor สูง และผ่านเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้น้อย จึงก่ออาการง่วงซึมน้อยกว่ายารุ่นแรก
ชื่อการค้าหนึ่งที่เป็นที่รู้จักคือ Bilaxten® ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท FAES Farma (Spain) และได้รับการขึ้นทะเบียนในยุโรปช่วงปี ค.ศ. 2010
ที่มาและการออกฤทธิ์:
Bilastine ถูกพัฒนาในฐานะยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่สองรุ่นใหม่
โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความจำเพาะต่อ H1-receptor ลดการผ่าน blood-brain barrier และลดผลข้างเคียงด้าน anticholinergic และ sedation ที่พบได้ใน antihistamines รุ่นแรก
ลักษณะสำคัญทางเภสัชจลนศาสตร์ ได้แก่
- ดูดซึมได้ดีทางปาก (oral bioavailability ประมาณ 60%)
- ไม่ถูกเมแทบอลิซึมอย่างมีนัยสำคัญที่ตับ (minimal hepatic metabolism)
- ขับออกส่วนใหญ่ในรูป unchanged drug ทางอุจจาระและปัสสาวะ
- Half-life ประมาณ 14–15 ชั่วโมง
Bilastine เป็น selective inverse agonist ต่อ H1-receptor ทำให้ลดผลของฮิสตามีนที่ถูกหลั่งจาก mast cells และ basophils ในภาวะแพ้
ผลที่เกิดขึ้น ได้แก่
- ลดอาการคัน (pruritus)
- ลดบวมแดงจาก vasodilation และ increased vascular permeability
- ลดน้ำมูก จาม และอาการคัดจมูกบางส่วน
ยาเป็น substrate ของ P-glycoprotein (P-gp) จึงถูกจำกัดการผ่านเข้าสมอง ส่งผลให้มีอาการง่วงซึมน้อย
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้คุมอาการภูมิแพ้ทางเดินหายใจ (Allergic rhinitis)
ผู้ใหญ่และเด็ก ≥ 12 ปี: รับประทานขนาด 20 mg วันละครั้ง
เด็ก 6–11 ปี: 10 mg วันละครั้ง (รูปแบบ pediatric)
ระยะเวลา:
- Seasonal allergic rhinitis: ใช้ตามระยะเวลาที่มีอาการ
- Perennial allergic rhinitis: อาจใช้ต่อเนื่องตามความจำเป็น
- ใช้คุมอาการลมพิษเรื้อรัง (Chronic spontaneous urticaria)
ขนาดเริ่มต้น 20 mg วันละครั้ง
หากควบคุมอาการไม่ได้ อาจพิจารณาเพิ่มขนาดยาได้สูงสุดถึง 4 เท่า (ตามดุลพินิจของแพทย์)
คำแนะนำสำคัญ
- ควรรับประทานขณะท้องว่าง (ก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง)
- หลีกเลี่ยงการรับประทานพร้อมน้ำผลไม้ (เช่น ส้ม แอปเปิล เกรปฟรุต)
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดศีรษะ ง่วงซึมเล็กน้อย อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ อัตราการเกิด sedation ใกล้เคียง placebo และต่ำกว่ายารุ่นแรกอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลการใช้ยาเกินขนาดพบว่าอาการส่วนใหญ่ไม่รุนแรง
เช่น ปวดศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ ยังไม่มีรายงานภาวะ QT prolongation อย่างมีนัยสำคัญทางคลินิกในขนาดปกติ
ข้อควรระวัง
- ผู้ป่วยไตวายระยะรุนแรง (ควรระวังเมื่อใช้ร่วมกับ P-gp inhibitors)
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร (ข้อมูลยังจำกัด)
- หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์ แม้โอกาสเสริมฤทธิ์กด CNS ต่ำ
ปฏิกิริยาระหว่างยา
- ปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับ P-glycoprotein
เนื่องจาก bilastine เป็น substrate ของ P-gp
การใช้ร่วมกับยาที่ยับยั้ง P-gp อาจเพิ่มระดับยา เช่น:
- Ketoconazole
- Erythromycin
- Diltiazem
- Amiodarone
- ปฏิกิริยากับอาหารและน้ำผลไม้
น้ำผลไม้บางชนิด (เช่น ส้ม แอปเปิล เกรปฟรุต) สามารถยับยั้ง OATP1A2 ที่ลำไส้ ทำให้การดูดซึม bilastine ลดลงได้ประมาณ 30%
ดังนั้นควรรับประทานพร้อมน้ำเปล่าและขณะท้องว่าง
สรุป
Bilastine เป็นยาต้านฮิสตามีนรุ่นที่สองที่มีความจำเพาะสูงต่อ H1-receptor มีประสิทธิภาพในการรักษา allergic rhinitis และ chronic spontaneous urticaria โดยมีจุดเด่นคืออาการง่วงซึมน้อย ไม่ค่อยเกิด anticholinergic effects และไม่มีผลต่อ QT interval อย่างมีนัยสำคัญในขนาดรักษา
อย่างไรก็ตาม ควรให้ความสำคัญกับการรับประทานขณะท้องว่าง
และหลีกเลี่ยงน้ำผลไม้บางชนิด รวมถึงระวังการใช้ร่วมกับ P-gp inhibitors
เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดและลดความเสี่ยงจากปฏิกิริยาระหว่างยา
โดยสรุป Bilastine เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีความปลอดภัยและเหมาะสม
ในกลุ่ม second-generation antihistamines สำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และลมพิษเรื้อรัง