กลุ่มยาโครโมลิน (Cromolyns, Sodium cromoglycate, Cromoglicic acid)
ปัจจุบันยาโครโมลินที่ใช้ป้องกันโรคหอบหืดไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังควรทราบข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับยากลุ่มนี้ สำหรับผู้ที่ได้รับยาจากต่างประเทศหรือมีข้อบ่งใช้เฉพาะทาง
ที่มาและการออกฤทธิ์
ในปีค.ศ. 1965 Roger Edward Collingwood Altounyan แพทย์และเภสัชกรชาวแองโกล-อาร์เมเนีย ซึ่งป่วยเป็นโรคหอบหืด ได้สกัดสาร Khellin จากต้น Khella (พืชตระกูลแครอท) และพัฒนาเป็นยาป้องกันโรคหอบหืดสำเร็จ โดยตั้งชื่อว่า “Cromolyn sodium”
กลไกการเกิดอาการภูมิแพ้และโรคหอบหืดสามารถอธิบายได้ดังนี้
1. เมื่อร่างกายได้รับแอนติเจน เช่น ฝุ่น หรือเกสรดอกไม้
2. ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างแอนติบอดีจำเพาะต่อแอนติเจนนั้น
3. แอนติบอดีจะไปจับอยู่บนผิวของ mast cells เพื่อเตรียมตอบสนองเมื่อได้รับแอนติเจนเดิมซ้ำ
4. เมื่อแอนติเจนชนิดเดิมเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง จะเกิดการจับกันระหว่างแอนติเจนกับแอนติบอดีบนผิว mast cells ทำให้เซลล์หลั่งสารก่อการอักเสบหลายชนิด ได้แก่
- SRS-A (กลุ่มลูโคไตรอีน) ทำให้เกิดการอักเสบและหลอดลมหดตัว
- Histamine กระตุ้นการหลั่งน้ำมูก น้ำตา และเสมหะ
ยาโครโมลินออกฤทธิ์โดยยับยั้งการหลั่งสารเหล่านี้จาก mast cells จึงช่วยลดการอักเสบและลดการหดตัวของหลอดลม ทำให้อาการภูมิแพ้และหอบหืดสงบลง
รูปแบบยามีหลายชนิด ได้แก่ แบบพ่นจมูก สูดพ่นทางปาก สูดเป็นฝอยละออง แบบรับประทาน และแบบหยอดตา ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งของอวัยวะที่เกิดอาการภูมิแพ้ ฤทธิ์ในการป้องกันโรคจะเห็นผลชัดเจนเมื่อใช้ต่อเนื่องประมาณ 2–4 สัปดาห์ ส่วนฤทธิ์เสริมการรักษามักเริ่มเห็นผลภายใน 2–5 วัน
ข้อบ่งใช้กลุ่มยาโครโมลิน
- ใช้ป้องกันการกำเริบของโรคหอบหืด (asthma)
แบบสเปรย์พ่นเข้าคอ (800 mcg/spray) พ่นครั้งละ 2 ครั้ง วันละ 4 เวลา
แบบสูดเป็นละอองฝอย (20 mg/vial) พ่นครั้งละ 1 vial ทุก 6 ชั่วโมง
หมายเหตุ: แบบรับประทานไม่ได้ผลในการรักษาหอบหืด เนื่องจากยาดูดซึมจากทางเดินอาหารได้ไม่ดี
- ใช้ป้องกันและเสริมการรักษาโรคภูมิแพ้ของเยื่อบุโพรงจมูก (allergic rhinitis)
ใช้แบบสเปรย์พ่นจมูก พ่นเข้าจมูกทั้งสองข้าง วันละ 3–6 ครั้ง เมื่อมีอาการ
- ใช้บรรเทาอาการภูมิแพ้ของดวงตา เช่น Vernal conjunctivitis, Keratitis, Keratoconjunctivitis
ใช้แบบหยอดตา ครั้งละ 1-2 หยด หยอดตาทั้งสองข้างทุก 4-6 ชั่วโมง
- ใช้รักษาโรค Systemic mastocytosis
เด็กอายุ 2–12 ปี รับประทานครั้งละ 100 mg ก่อนอาหาร 3 มื้อ และก่อนนอน โดยไม่เกิน 40 mg/kg/day
ผู้ที่อายุ 12 ปีขึ้นไป รับประทานครั้งละ 200 mg ก่อนอาหาร 3 มื้อ และก่อนนอน หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 สัปดาห์ อาจปรับเพิ่มขนาดยาอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ แต่ไม่เกิน 40 mg/kg/day
ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ยาพ่นจมูกอาจทำให้คัดจมูก จาม คันจมูก เลือดกำเดาไหล และปวดศีรษะ
ยาสูดพ่นและยาพ่นละอองฝอยอาจทำให้ระคายคอ เสียงแหบ คอหอยบวม กล่องเสียงบวม ไอ ปอดอักเสบ และหลอดอาหารอักเสบ
ยาหยอดตาอาจทำให้แสบตา ตาแห้ง ตาบวม คันตา ผื่นรอบดวงตา และหากขยี้ตาบ่อยอาจทำให้เกิดตากุ้งยิง
ยารับประทานอาจทำให้ปวดศีรษะ ท้องเสีย ผื่นคัน ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน ปวดท้อง และกระวนกระวาย
สรุป
ยาโครโมลินเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารก่อการอักเสบจาก mast cells จึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันอาการหอบหืดและโรคภูมิแพ้หลายชนิด แม้ปัจจุบันจะไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยสำหรับการป้องกันโรคหอบหืด แต่ยังคงมีประโยชน์ในบางข้อบ่งใช้ เช่น ภูมิแพ้ทางจมูก ภูมิแพ้ทางตา และโรค systemic mastocytosis การใช้ยาควรต่อเนื่องตามคำแนะนำ เนื่องจากฤทธิ์ป้องกันต้องใช้เวลา และควรระวังผลข้างเคียงตามรูปแบบยาที่ใช้ รวมถึงหลีกเลี่ยงในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
บรรณานุกรม
- "Cromoglicic acid." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Wikipedia. (19 กุมภาพันธ์ 2569).
- Katrina Minutello & Vikas Gupta. 2022. "Cromolyn Sodium." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา StatPearls. (19 กุมภาพันธ์ 2569).