กลุ่มยาต้านดีพีพีโฟร์ (DPP4 inhibitors)
ยากลุ่มนี้มักเรียกว่า “gliptins” เนื่องจากชื่อยาทุกตัวลงท้ายด้วย “-gliptin” เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Dipeptidyl-peptidase IV (DPP4)
ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสลายฮอร์โมนอินครีตินจากทางเดินอาหาร ได้แก่
Glucagon-like peptide-1 (GLP-1) และ Gastric inhibitory polypeptide (GIP; เดิมชื่อ glucose-dependent insulinotropic polypeptide) อินครีตินมีหน้าที่กระตุ้นการหลั่งอินซูลินและยับยั้งการหลั่งกลูคากอนแบบขึ้นกับระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อยับยั้ง DPP4 จึงทำให้อินครีตินคงอยู่ได้นานขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
ยากลุ่มนี้ยังมีราคาสูง และไม่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ
ใช้รักษาเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง
ที่มาและการออกฤทธิ์
เอนไซม์ DPP4 ถูกค้นพบในช่วงใกล้เคียงกับการค้นพบฮอร์โมนอินครีตินราวปี ค.ศ. 1966 แต่ยังไม่ทราบความสัมพันธ์ของทั้งสองอย่างชัดเจน จนกระทั่งประมาณ 20 ปีต่อมา กลไกของอินครีติน โดยเฉพาะ GLP-1 จึงได้รับการอธิบายอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม GLP-1 มีอายุในกระแสเลือดสั้นมาก เพียง 2–3 นาที ก่อนถูก DPP4 ย่อยสลาย จึงเกิดแนวคิดพัฒนายาที่ยับยั้งเอนไซม์นี้
เพื่อให้อินครีตินออกฤทธิ์ได้นานขึ้น และลดระดับน้ำตาลโดยไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำง่าย เนื่องจากการกระตุ้นอินซูลินจะเกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลสูงเท่านั้น
ยาต้าน DPP4 รุ่นแรก ได้แก่ Sitagliptin (Januvia®),
Vildagliptin (Galvus®) และ Saxagliptin (Onglyza®) มีโครงสร้างเพปไทด์เทียมในรูปสามมิติ ส่วนยารุ่นหลัง เช่น Linagliptin (Trajenta®) และ Alogliptin (Nesina®) ไม่มีโครงสร้างลักษณะนี้ Linagliptin เป็นยาที่ขับออกทางไตน้อยที่สุดในกลุ่ม
จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง
กลุ่มยาต้าน DPP4 มีฤทธิ์ลดน้ำตาลคล้ายกับ GLP-1 analogs
แต่มีข้อได้เปรียบคือเป็นยารับประทาน และมีราคาต่ำกว่ายาฉีด GLP-1 analogs
นอกจากนี้ การยับยั้ง DPP4 จะช่วยให้อินครีตินตามธรรมชาติทุกชนิดออกฤทธิ์ได้นานขึ้น
ต่างจากการให้ GLP-1 analogs ซึ่งเพิ่มเฉพาะ GLP-1 เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม กลุ่ม DPP4 inhibitors ไม่ลดความอยากอาหารและไม่ทำให้น้ำหนักลด
และอาจได้ผลน้อยหากร่างกายผู้ป่วยสร้างอินครีตินลดลงมาก
มีรายงานเพิ่มเติมว่ายากลุ่มนี้อาจช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต
ลดการอักเสบ ชะลอความเสื่อมของปลายประสาท ไต และจอตาในผู้ป่วยเบาหวาน
รวมถึงช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และอาจกระตุ้นการทำงานของไขกระดูก [2]
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่สอง
ก่อนใช้ยากลุ่มนี้ต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยยังสามารถสร้างอินครีตินและอินซูลินได้
เนื่องจากยาไม่ได้ลดน้ำตาลโดยตรง แต่ช่วยยืดอายุอินครีตินธรรมชาติ ซึ่งจะไปกระตุ้นการหลั่งอินซูลินตามระดับน้ำตาลในเลือด
โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้เป็นทางเลือกอันดับที่ 2 หรือ 3 ในกรณีที่ไม่สามารถใช้ยากลุ่มอื่นได้ นิยมใช้ร่วมกับ Metformin หรือ Thiazolidinediones
เนื่องจากไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ปัจจุบันมียาผสมระหว่าง DPP4 inhibitors กับ Metformin และกับ Pioglitazone แล้ว
ตารางข้างล่างแสดงขนาดยา วิธีใช้ และข้อควรระวังของยาที่ใช้ในปัจจุบัน
| ชื่อสามัญ | ขนาดและวิธีใช้ | ข้อควรระวัง |
| Sitagliptin | 25-100 mg วันละครั้ง | ขับออกทางไตเป็นหลัก ผู้ป่วยไตเสื่อมต้องลดขนาดยา: eGFR 30-50 ใช้ 50 mg, eGFR <30 ใช้ 25 mg |
| Vildagliptin | 50 mg วันละ 2 ครั้ง เช้า, เย็น | ขับออกทางตับและไต หาก eGFR <50 ให้ใช้วันละครั้ง ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคตับ |
| Saxagliptin | 2.5-5 mg วันละครั้ง | ขับออกทางตับและไต หาก eGFR <50 ใช้ขนาด 2.5 mg |
| Linagliptin | 5 mg วันละครั้ง | ขับออกทางตับเกือบทั้งหมด ใช้ได้ในผู้ป่วยไตวาย ประสิทธิภาพลดลงเมื่อใช้ร่วมกับ Rifampicin |
| Alogliptin | 6.25-25 mg วันละครั้ง | ขับออกทางตับและไต eGFR 30-50 ใช้ 12.5 mg, eGFR <30 ใช้ 6.25 mg |
ยากลุ่มนี้ดูดซึมได้ดี สามารถรับประทานพร้อมหรือหลังอาหารก็ได้
** ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่หนึ่ง
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ เยื่อบุจมูกและคอหอยอักเสบ และการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ที่พบไม่บ่อยแต่สำคัญ ได้แก่ ตับอ่อนอักเสบ และอาการแพ้ยา เช่น ลมพิษหรือหน้าบวม ** ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาอย่างรุนแรง เช่น anaphylaxis, angioedema, exfoliative skin reaction หรือ bronchial hypersensitivity ไม่ควรใช้ยาในกลุ่มนี้
หากใช้ร่วมกับอินซูลินหรือซัลโฟนิลยูเรีย ควรลดขนาดอินซูลินหรือซัลโฟนิลยูเรียลง เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
Vildagliptin มีรายงานภาวะตับอักเสบจากยา จึงไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคตับ และผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังควรปรับลดขนาดยาหรือหลีกเลี่ยงตามความเหมาะสม
ปฏิกิริยาระหว่างยา
Linagliptin เมื่อใช้ร่วมกับ P-glycoprotein inducers หรือ CYP3A4 inducers เช่น Rifampicin จะทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง
Saxagliptin เมื่อใช้ร่วมกับ strong CYP3A4/5 inhibitors
เช่น Clarithromycin, Telithromycin, Ketoconazole, Itraconazole,
Indinavir, Ritonavir, Saquinavir จะทำให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้น
ควรลดขนาดเหลือ 2.5 mg วันละครั้งในช่วงที่ใช้ร่วมกัน
Sitagliptin เมื่อใช้ร่วมกับ Digoxin อาจทำให้ระดับ Digoxin ในเลือดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จึงควรเฝ้าระวังอาการพิษของ Digoxin
สรุป
ยาต้าน DPP4 เป็นยารับประทานสำหรับรักษาเบาหวานชนิดที่สอง
ออกฤทธิ์โดยยืดอายุฮอร์โมนอินครีติน ทำให้การหลั่งอินซูลินเป็นไปตามระดับน้ำตาลในเลือด จึงมีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำต่ำ เหมาะใช้เป็นยาทางเลือกเสริม โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่สามารถใช้ยากลุ่มอื่นได้ อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาการทำงานของไตและตับ รวมถึงปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างรอบคอบก่อนใช้
บรรณานุกรม
- "Discovery and development of dipeptidyl peptidase-4 inhibitors." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Wikipedia (11 กุมภาพันธ์ 2569).
- Angelo Avogaro, Gian Paolo Fadini. 2014. "The Effects of Dipeptidyl Peptidase-4 Inhibition on Microvascular Diabetes Complications." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Diabetes Care 2014 Oct; 37(10): 2884-2894. (11 กุมภาพันธ์ 2569).
- Nam Hoon Kim, Sin Gon Kim. 2013. "Comparison of DPP-4 Inhibitors." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา J Korean Diabetes 2013 Sep;14(3):111-119. (11 กุมภาพันธ์ 2569).