ยาโทลเทโรดีน (Tolterodine, Detrusitol SR®)
โทลเทโรดีนเป็นยากลุ่มต้านโคลิเนอร์จิก (anticholinergic agent) ออกฤทธิ์ยับยั้งสารสื่อประสาท acetylcholine ที่มากระตุ้น muscarinic receptor ชนิด M3 บริเวณ detrusor muscle ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อเรียบของกระเพาะปัสสาวะ เมื่อ muscarinic receptor ถูกยับยั้ง การบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะจะลดลง ทำให้สามารถเก็บกักปัสสาวะได้มากขึ้น จึงช่วยลดอาการปัสสาวะเล็ดหรือราดจากภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากผิดปกติ (Overactive bladder; OAB)
ที่มาและการออกฤทธิ์:
โทลเทโรดีนเป็นยาสังเคราะห์ที่ออกแบบให้มีความจำเพาะต่อ muscarinic receptor ที่กระเพาะปัสสาวะมากกว่าที่ต่อมน้ำลายและลำไส้ จึงมีแนวโน้มเกิดผลข้างเคียงเรื่องปากแห้ง คอแห้ง และท้องผูกน้อยกว่ายารุ่นเก่า แม้ยังสามารถพบอาการเหล่านี้ได้อยู่ ปัจจุบันมีการพัฒนาเป็นรูปแบบออกฤทธิ์นาน (SR = Sustained release) ทำให้รับประทานเพียงวันละครั้ง
ยาออกฤทธิ์ได้ดีเมื่อรับประทานพร้อมอาหาร โดยมีระดับยาในเลือดสูงสุดภายในประมาณ 4 ชั่วโมง หลังผ่านตับ (first pass metabolism) จะถูกเปลี่ยนแปลงโดยเอนไซม์ CYP2D6 เป็นสาร 5-hydroxymethyl tolterodine ซึ่งมีฤทธิ์เทียบเท่าตัวยาเดิม ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้นาน โดยมีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 6–10 ชั่วโมง ยาถูกขับออกทางไตร้อยละ 77 และที่เหลือขับออกทางอุจจาระ
ในผู้ที่มีการทำงานของเอนไซม์ CYP2D6 ต่ำ (poor metabolizer) หรือได้รับยาที่ยับยั้งเอนไซม์อย่างแรง เช่น Ketoconazole ร่วมด้วย ระดับยา Tolterodine ในเลือดจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงควรลดขนาดยาลงครึ่งหนึ่ง เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับหรือไตบกพร่อง
การใช้ยาที่เหมาะสม
ยาชนิด SR ต้องกลืนทั้งเม็ด ห้ามบด เคี้ยว หรือหัก เพราะจะทำให้การปลดปล่อยยาและการดูดซึมผิดปกติ
- ใช้บรรเทาอาการเบาเล็ด/ราด จากภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากผิดปกติ (Overactive bladder)
ขนาดยามาตรฐานคือ 4 มิลลิกรัมต่อวัน รับประทานวันละครั้ง พร้อมหรือหลังอาหารมื้อเย็นทันที ควรประเมินผลการรักษาหลังใช้ยาต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์
ในผู้ป่วยโรคตับ โรคไต หรือผู้ที่รับประทานยา Ketoconazole, Itraconazole, Miconazole, Erythromycin, Clarithromycin หรือ Ritonavir ร่วมด้วย ควรลดขนาดยาเหลือ 2 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้สูงอายุควรปรับขนาดยาตามอาการและความสามารถในการทนต่อผลข้างเคียง
ยังไม่มีข้อมูลการใช้ยาในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร
ข้อห้ามใช้
ห้ามใช้ยาโทลเทโรดีนในผู้ป่วยต่อไปนี้
- แพ้ยา Tolterodine หรือส่วนประกอบของยา (เช่น Colloidal anhydrous silica, Calcium hydrogen phosphate dihydrate, Cellulose microcrystalline, Hypromellose, Magnesium stearate, Sodium starch glycolate, Stearic acid และ Titanium dioxide)
- มีภาวะปัสสาวะคั่ง
- เป็นต้อหินชนิดมุมแคบที่ยังควบคุมไม่ได้
- มีภาวะกระเพาะอาหารหรือลำไส้อุดตัน เช่น pyloric stenosis หรือ (partial) bowel obstruction
ควรใช้ยาอย่างระมัดระวังในผู้ป่วยต่อไปนี้
- มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัสสาวะคั่ง เช่น ผู้ที่มีต่อมลูกหมากโต
- มีความเสี่ยงต่อการลดการบีบตัวของกระเพาะและลำไส้
- มีไตวายระยะที่ 4–5
- มีการทำงานของตับบกพร่อง
- มีโรค Myasthenia gravis ชนิดรุนแรง
- มีภาวะ QT prolongation แต่กำเนิด
- ได้รับยาควบคุมหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น Quinidine, Procainamide, Amiodarone หรือ Sotalol
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
แม้ยาออกฤทธิ์จำเพาะต่อกระเพาะปัสสาวะมากกว่าอวัยวะอื่น แต่เนื่องจาก muscarinic receptors พบได้ในหลายระบบของร่างกาย จึงอาจเกิดผลข้างเคียงได้ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปากแห้ง คอแห้ง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ปวดท้อง ปัสสาวะคั่ง ตาแห้ง ตาพร่ามัว การมองเห็นผิดปกติ ปวดศีรษะ มึนงง ง่วงนอน อ่อนล้า สับสน ประสาทหลอน ความจำบกพร่อง ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว และบวมที่ปลายมือปลายเท้า
ในคนทั่วไป หากใช้ยาเกิน 4 มิลลิกรัมต่อวัน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ QT prolongation โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคตับ โรคไต หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อ QT prolongation อยู่เดิม หากตรวจพบความผิดปกติควรหยุดยาและประเมินโดยแพทย์ทันที
สรุป
โทลเทโรดีนเป็นยาต้านโคลิเนอร์จิกที่ออกฤทธิ์ค่อนข้างจำเพาะต่อกระเพาะปัสสาวะ ช่วยลดอาการเบาด่วน ปัสสาวะบ่อย และปัสสาวะเล็ดในผู้ป่วยภาวะ OAB ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รูปแบบ SR ช่วยให้รับประทานสะดวกวันละครั้ง อย่างไรก็ตาม ควรระวังการใช้ในผู้ที่มีตับหรือไตบกพร่อง ผู้ที่เสี่ยงต่อ QT prolongation และผู้ที่ใช้ยาที่ยับยั้งเอนไซม์ CYP2D6 หรือ CYP3A4 ร่วมด้วย เพื่อป้องกันการเกิดพิษหรือภาวะแทรกซ้อนจากยา
บรรณานุกรม
- "Detrol® tolterodine tartrate tablets." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา FDA. (18 กุมภาพันธ์ 2569).
- Kyle B. Womack & Kenneth M. Heilman. 2003. "Tolterodine and Memory: Dry but Forgetful." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Arch Neurol. 2003;60(5):771-773. (18 กุมภาพันธ์ 2569).
- Shreya Narain & Mayur Parmar. 2021. "Tolterodine." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา StatPearls. (18 กุมภาพันธ์ 2569).