ยาพราซูเกรล (Prasugrel, Effient®)
พราซูเกรลเป็นยาต้านเกล็ดเลือดที่ออกฤทธิ์โดยจับกับ ADP receptor บริเวณ P2Y12 บนผิวเกล็ดเลือดอย่างถาวร เช่นเดียวกับโคลพิโดเกรล แต่มีจุดเด่นคือออกฤทธิ์ได้รวดเร็วกว่า เนื่องจากถูกเปลี่ยนเป็นสารออกฤทธิ์ที่ตับเพียงขั้นตอนเดียว และสามารถยับยั้ง P2Y12 receptor ได้แรงกว่า
จากการศึกษาเปรียบเทียบในผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดโคโรนารีอุดตันเฉียบพลัน (TRITON-TIMI 38) พบว่าพราซูเกรลลดอุบัติการณ์เหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดได้ดีกว่าโคลพิโดเกรล อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกรุนแรงมากกว่า โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มี อายุ ≥ 75 ปี, น้ำหนักตัว < 60 kg หรือมีประวัติ stroke/TIA สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) จึงไม่แนะนำให้ใช้ยาในผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าว ปัจจุบันยายังไม่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติของไทย
ที่มาและการออกฤทธิ์:
พราซูเกรลเป็นอนุพันธ์ของ Thienopyridine ในรูปแบบ prodrug คือยังไม่ออกฤทธิ์จนกว่าจะผ่านการเมตาบอไลต์ที่ตับโดยเอนไซม์กลุ่ม cytochrome P450 หลังรับประทาน ยาจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว และเริ่มออกฤทธิ์ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดภายในประมาณ 30 นาที
กลไกสำคัญคือการจับกับ P2Y12 receptor อย่างจำเพาะและถาวร ทำให้ฤทธิ์ของยาคงอยู่ตลอดอายุของเกล็ดเลือด หากหยุดยา ต้องใช้เวลาประมาณ 7–10 วัน การทำงานของเกล็ดเลือดจึงจะกลับสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ ปัจจัยทางเภสัชพันธุศาสตร์ไม่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของพราซูเกรลอย่างมีนัยสำคัญ แตกต่างจากโคลพิโดเกรล
อาหารไม่มีผลต่อการดูดซึมยา หลังการดูดซึม พราซูเกรลจะถูก hydrolysis เป็น thiolactone ก่อน แล้วจึงถูกเมตาบอไลต์ที่ตับผ่านเอนไซม์ CYP3A4 และ CYP2B6 กลายเป็น active metabolite (R 138727) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์จับกับ P2Y12 receptor
Active metabolite ที่ยังไม่จับกับ receptor จะจับกับอัลบูมินในพลาสมา การขับออกเป็นทางปัสสาวะประมาณร้อยละ 68 และทางอุจจาระประมาณร้อยละ 27 โดยมีค่าครึ่งชีวิตของเมตาบอไลต์หลักประมาณ 7 ชั่วโมง
การใช้ยาที่เหมาะสม
- รักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
ใช้ได้ทั้งในกลุ่ม non-ST-elevation acute coronary syndrome (NSTE-ACS) และ ST-elevation acute coronary syndrome (STE-ACS) โดยประสิทธิภาพโดยรวมใกล้เคียงโคลพิโดเกรล อย่างไรก็ตาม ข้อบ่งใช้ที่เด่นชัดกว่าคือในผู้ป่วยหลอดเลือดโคโรนารีตีบตันเฉียบพลันที่เข้ารับการใส่สเต๊นท์
แนวทางการให้ยา คือ loading dose 60 mg ตามด้วย 10 mg วันละครั้ง ร่วมกับแอสไพรินขนาด 75–100 mg/วัน หลังอาหาร ต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี หากไม่มีอาการไม่พึงประสงค์ หลังครบ 1 ปีมักคงเหลือเพียงแอสไพริน
ในผู้ป่วยอายุ > 75 ปี หรือมีน้ำหนักตัว < 60 กิโลกรัม ควรลดขนาดยาเป็น loading dose 30 mg ตามด้วย 5 mg วันละครั้ง และต้องพิจารณาความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกรุนแรงอย่างรอบคอบ
ข้อห้ามใช้
ห้ามใช้ยาพราซูเกรลในกรณีต่อไปนี้
- ผู้ที่กำลังมีเลือดออก เช่น เลือดออกทางเดินอาหาร เลือดออกในกะโหลกศีรษะ เลือดออกทางเดินปัสสาวะ ไอเป็นเลือด เลือดออกในลูกตา หรือภาวะเลือดออกง่ายอื่น ๆ
- ผู้ที่มีประวัติหลอดเลือดสมองตีบ แตก หรือเคยมีภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA)
- ผู้ที่มีการทำงานของตับบกพร่องรุนแรง (Child-Pugh Class C)
- ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของยา (เช่น croscarmellose sodium, hypromellose (E464), mannitol E421, microcrystalline cellulose, magnesium stearate, ferric oxide E172, talc, lactose monohydrate, titanium dioxide และ triacetin)
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยคือภาวะเลือดออกง่าย โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับแอสไพริน อาจเกิดเลือดออกรุนแรงได้
อาการที่พบได้น้อย ได้แก่ โลหิตจาง เกร็ดเลือดต่ำชนิด TTP อาการแพ้รุนแรงแบบ anaphylaxis ไข้ และผื่นผิวหนัง
ผู้ป่วยไตวาย หรือผู้ที่มีภาวะตับบกพร่องเล็กน้อยถึงปานกลาง (Child-Pugh Class A และ B) สามารถใช้ยาได้โดยไม่ต้องปรับขนาด แต่ควรติดตามการทำงานของไต ระดับเม็ดเลือด และสังเกตอาการเลือดออกอย่างใกล้ชิด
ควรหยุดยาต้านเกล็ดเลือดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด ทำฟัน หรือหัตถการที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก
ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับการใช้ยาในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร
ปฏิกิริยาระหว่างยา
เนื่องจากพราซูเกรลต้องอาศัยเอนไซม์ cytochrome P450 ในการเปลี่ยนเป็น active metabolite ยาที่รบกวนเอนไซม์ดังกล่าวอาจลดฤทธิ์ของยา โดยเฉพาะยาลดกรดบางชนิด เช่น cimetidine, omeprazole, esomeprazole และ lansoprazole อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มอื่นมีผลต่อระดับ active metabolite ค่อนข้างน้อย
ไม่ควรใช้พราซูเกรลร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาสลายลิ่มเลือด เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก
สรุป
พราซูเกรลเป็นยาต้านเกล็ดเลือดที่ออกฤทธิ์แรงและรวดเร็วกว่ากลุ่มเดียวกันบางชนิด เหมาะสำหรับผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดโคโรนารีอุดตันเฉียบพลัน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการใส่สเต๊นท์ แม้ให้ผลลดเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดได้ดี แต่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกรุนแรงสูง จึงต้องคัดกรองผู้ป่วยอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงในผู้ที่มีประวัติ stroke/TIA และใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อย การใช้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ พร้อมติดตามภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด
บรรณานุกรม
- Stephen D. Wiviott, et al. 2007. "Prasugrel versus Clopidogrel in Patients with Acute Coronary Syndromes." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา N Engl J Med. 2007;357:2001-2015. (14 กุมภาพันธ์ 2569).
- Stephen D. Wiviott, et al. 2010. "Prasugrel." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Circulation. 2010;122(4):394–403. (14 กุมภาพันธ์ 2569).
- "HIGHLIGHTS OF PRESCRIBING INFORMATION: EFFIENT (prasugrel) tablets." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา fda.gov. (14 กุมภาพันธ์ 2569).
- "Prasugrel." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา DrugBank (14 กุมภาพันธ์ 2569).