กลุ่มยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids)
ต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) ของร่างกายสร้างฮอร์โมนสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ฮอร์โมนที่ควบคุมสมดุลเกลือแร่และความดันโลหิต โดยช่วยดูดกลับโซเดียมและน้ำที่ไต เรียกว่า “อัลโดสเตอโรน” 2) ฮอร์โมนที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดในภาวะอดอาหาร และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เรียกว่า “คอร์ติโซน” (หรือคอร์ติโซล) และ 3) ฮอร์โมนเพศทั้งชายและหญิง
ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (มักเรียกสั้น ๆ ว่า “สเตียรอยด์”) เป็นยาที่สังเคราะห์ขึ้นเพื่อเลียนแบบฤทธิ์ของฮอร์โมนอัลโดสเตอโรนและคอร์ติโซน จึงมีทั้งฤทธิ์ควบคุมการอักเสบและมีผลต่อสมดุลเกลือแร่ ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพสูงและมีบทบาทสำคัญในหลายโรค แต่ในขณะเดียวกันก็มีผลข้างเคียงจำนวนมาก จัดเป็นยาอันตรายที่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ควรซื้อรับประทานเองโดยเด็ดขาด
ที่มาและการออกฤทธิ์
ในช่วงต้นทศวรรษ 1950s Arthur Nobile และทีมงานบริษัท Schering ประสบความสำเร็จในการผลิตยา Prednisone (และพัฒนาต่อมาเป็น Prednisolone) ระยะแรกใช้รักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เนื่องจากลดอาการปวดและการอักเสบได้ดี ต่อมาพบว่าสามารถใช้ควบคุมโรคหอบหืดได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้ต่อเนื่องในระยะยาวซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยากในโรคเรื้อรัง ก็พบผลข้างเคียงจำนวนมาก เช่น บวมน้ำ หน้ากลม (moon face) ผิวบาง มีจ้ำเลือดง่าย สิว ความดันโลหิตสูง เบาหวาน กระดูกพรุน น้ำหนักเพิ่ม ต้อหิน เด็กหยุดสูง และหากหยุดยากะทันหันอาจเกิดภาวะต่อมหมวกไตพร่องรุนแรงจนเสียชีวิตได้
ด้วยเหตุนี้ แนวทางการใช้ยาจึงมีความรัดกุมมากขึ้น เช่น ในโรคหอบหืดจะเน้นการใช้รูปแบบสูดพ่นเป็นหลัก เพื่อลดผลข้างเคียงต่อร่างกายทั้งระบบ การใช้แบบรับประทานหรือฉีดจะสงวนไว้สำหรับอาการรุนแรง และเมื่ออาการดีขึ้นต้องค่อย ๆ ลดยาลง (tapering) เพราะการใช้ยานาน ๆ จะกดการทำงานของต่อมหมวกไต หากหยุดทันทีอาจเกิดภาวะ adrenal insufficiency ซึ่งทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้
ข้อบ่งใช้กลุ่มยาคอร์ติโคสเตียรอยด์
แพทย์ใช้ยากลุ่มนี้ในหลายภาวะ โดยหากเป็นโรคเฉพาะที่ มักเริ่มจากรูปแบบทาหรือสูดพ่นก่อน เพื่อลดผลข้างเคียงต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย
- รักษาภาวะภูมิแพ้ เช่น ภูมิแพ้ทางเดินหายใจ โรคหืด ลมพิษ แพ้ยา แพ้สารเคมี เป็นต้น
- รักษาการอักเสบที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อหรือการบาดเจ็บ เช่น Pemphigus vulgaris, Inflammatory bowel diseases, Autoimmune hepatitis, Rheumatoid arthritis, SLE, Polymyositis, Dermatomyositis, Polymyalgia rheumatica, Juvenile idiopathic arthritis, Uveitis, Keratoconjunctivitis, Nephrotic syndrome, Subacute thyroiditis
- ลดการอักเสบในโรคเรื้อรังที่ไม่มียาจำเพาะ เช่น COPD, Pneumonitis, Sarcoidosis, Interstitial lung disease, Multiple sclerosis
- ใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในภาวะต่อมหมวกไตพร่อง เช่น Adrenal insufficiency, Congenital adrenal hyperplasia
- รักษาโรคเลือดบางชนิด เช่น Hemolytic anemia, Leukemia, Lymphoma, Idiopathic thrombocytopenic purpura
- ลดภาวะสมองบวม (cerebral edema) และ toxic pulmonary edema
- กดภูมิคุ้มกันหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ
- เร่งการเจริญของปอดในทารกคลอดก่อนกำหนด
- ใช้เสริมการรักษาในโรคติดเชื้อบางชนิด เช่น Pneumocystis carinii pneumonia ที่มีภาวะพร่องออกซิเจนรุนแรง, Viral CROUP ที่ไม่ตอบสนองต่อยาขยายหลอดลม
- รักษาภาวะบางอย่างของโรคไทรอยด์ เช่น Grave's eye disease, thyroid storm
ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงขนาดยาและวิธีใช้ เนื่องจากต้องอาศัยการประเมินและปรับยาโดยแพทย์เฉพาะทาง
** แม้ยาจะลดอาการปวดได้ดี แต่ไม่ใช้เป็นยาแก้ปวดทั่วไปอย่างเด็ดขาด
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงต่อไปนี้พบได้เมื่อใช้ยาชนิดรับประทานหรือฉีด ในขนาดสูงระยะสั้น หรือขนาดปานกลางต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์
- ลักษณะ Cushingoid ได้แก่ อ้วนขึ้น หน้ากลม ไหล่หนา หน้าท้องแตกลาย แขนขาลีบ ผิวบาง จ้ำเลือดง่าย สิว และขนดก
- ระดับน้ำตาลในเลือดสูง จนอาจเกิดเบาหวาน หรือควบคุมเบาหวานเดิมได้ยากขึ้น
- กระเพาะอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร ท้องอืด ตับอ่อนอักเสบ
- กดการเจริญเติบโตในเด็ก
- ความดันโลหิตสูง และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง (steroid myopathy)
- เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
- กดการทำงานของต่อมหมวกไต
- กดภูมิคุ้มกัน ทำให้ติดเชื้อง่าย และแผลหายช้า
- เกลือแร่ผิดปกติ เช่น โพแทสเซียมและแคลเซียมในเลือดต่ำ
- กระดูกพรุน กระดูกหัก และกระดูกเน่าตาย (osteonecrosis)
- ต้อหิน (glaucoma) และต้อกระจก (cataracts)
- ความผิดปกติของรอบเดือนในสตรี
- อาการทางจิตประสาท เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หงุดหงิด นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน และในบางรายอาจชัก
แม้ผลข้างเคียงจะมีจำนวนมาก แต่เมื่อมีข้อบ่งใช้ที่ชัดเจน การใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ถือว่ามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง แพทย์จะประเมินความจำเป็น เลือกขนาดต่ำที่สุดที่ได้ผล และติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเสมอ
สรุป
คอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นยาที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและกดภูมิคุ้มกันอย่างทรงพลัง มีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคภูมิแพ้ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง โรคเรื้อรังหลายระบบ รวมถึงใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในภาวะต่อมหมวกไตพร่อง อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้มีผลต่อหลายระบบของร่างกายและมีช่วงความปลอดภัยที่ต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด การใช้ต้องอาศัยดุลยพินิจทางการแพทย์ การปรับลดขนาดยาอย่างเหมาะสม และการติดตามภาวะแทรกซ้อนอย่างต่อเนื่อง จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด
บรรณานุกรม
- Alexander Hodgens & Tariq Sharman. 2022. "Corticosteroids." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา StatPearls. (19 กุมภาพันธ์ 2569).
- Roger J. Zoorob & Dawn Cender. 1998. "A Different Look at Corticosteroids." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Am Fam Physician. 1998;58(2):443-450. (19 กุมภาพันธ์ 2569).
- "Corticosteroid." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Wikipedia. (19 กุมภาพันธ์ 2569).