กลุ่มยาลดน้ำตาลในเลือด (Hypoglycemics)

ยาลดน้ำตาลในเลือด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ยาเบาหวาน” สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ยาฉีด และ ยารับประทาน โดยยาฉีดที่สำคัญที่สุดคือกลุ่มอินซูลิน ซึ่งใช้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เลย ผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไตวาย ส่วนยารับประทานจะใช้ในผู้ป่วยเบาหวานทั่วไปที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันยาลดน้ำตาลในเลือดชนิดรับประทานแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มย่อย ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

สาเหตุของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานสามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา และอาจพบแบบชั่วคราวในหญิงตั้งครรภ์ ในวัยเด็กมักเกิดจากการถูกทำลายของเบตาเซลล์ที่ตับอ่อน ส่วนในหญิงตั้งครรภ์เกิดจากการที่ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนสูงเป็นเวลานาน ซึ่งฮอร์โมนทั้งสองมีฤทธิ์ต้านอินซูลิน สำหรับเบาหวานในผู้ใหญ่ มักเกิดจากหลายกลไกประกอบกัน ได้แก่

  • เบตาเซลล์ที่ตับอ่อนไม่สามารถหลั่งอินซูลินได้ หรือหลั่งออกมาไม่เพียงพอ (อินซูลินทำหน้าที่นำกลูโคสจากเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน)
  • เซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์ไขมันดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะอ้วน
  • ตับสร้างกลูโคสออกสู่กระแสเลือดมากเกินไป
  • ศูนย์ควบคุมความอิ่มที่ไฮโปธาลามัสทำงานช้าหรือผิดปกติ
  • อัลฟาเซลล์ของตับอ่อนหลั่งกลูคากอนมากเกินไป (กลูคากอนเป็นฮอร์โมนที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด)
  • ลำไส้หลั่งฮอร์โมนอินครีตินลดลง ซึ่งปกติจะช่วยกระตุ้นกระบวนการลดน้ำตาลในเลือด
  • ไตดูดซึมกลูโคสที่ถูกกรองออกมาแล้วกลับเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีบางภาวะที่อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นชั่วคราว และกลับสู่ภาวะปกติได้เมื่อภาวะนั้นสิ้นสุดลง เช่น

  • ภาวะเครียด
  • การติดเชื้อรุนแรง
  • ตับอ่อนอักเสบ
  • โรคของต่อมไร้ท่อ
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยากลุ่มสเตียรอยด์ และยาขับปัสสาวะบางชนิด

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า การรับประทานอาหารหวานไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของโรคเบาหวาน แต่เมื่อกลไกการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายเสียไป การบริโภคอาหารหวานจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นมากและสูงอยู่นาน ส่งผลเสียต่ออวัยวะต่าง ๆ ในระยะยาว เนื่องจากสาเหตุของความผิดปกติทั้ง 7 กลไกดังกล่าวยังไม่ทราบแน่ชัด จึงยังไม่สามารถรักษาโรคเบาหวานให้หายขาดได้ การควบคุมอาหารจึงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา และจะพิจารณาใช้ยาลดน้ำตาลในเลือดเมื่อการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ



ชนิดของยาลดน้ำตาลในเลือด

เนื่องจากโรคเบาหวานเกิดจากหลายกลไก ยาที่ใช้รักษาจึงมีหลากหลายกลุ่ม บางกลุ่มออกฤทธิ์เพียงตำแหน่งเดียว ขณะที่บางกลุ่มออกฤทธิ์หลายตำแหน่งร่วมกัน ในทางปฏิบัติ แพทย์มักใช้ยาหลายกลุ่มร่วมกันเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ตามเป้าหมาย

ยาลดน้ำตาลในเลือดสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

  1. ยาฉีด เป็นฮอร์โมนทดแทนหรือเสริมฮอร์โมนของร่างกาย ได้แก่
    • กลุ่มอินซูลิน (Insulin)
    • อินซูลินจำเป็นต้องใช้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่เป็นตั้งแต่วัยเด็ก ผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ผู้ป่วยเบาหวานจากภาวะตับอ่อนอักเสบหรือเนื้องอกตับอ่อน ผู้ป่วยที่มีภาวะไตวาย ผู้ป่วยที่เจ็บป่วยรุนแรงหรืออยู่ในช่วงหลังผ่าตัด รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ด้วยยารับประทาน เดิมอินซูลินสกัดจากตับอ่อนของสัตว์ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ ปัจจุบันสามารถผลิตด้วยเทคนิค genetic engineering ให้มีโครงสร้างเหมือนอินซูลินของมนุษย์ จึงมีความปลอดภัยสูงขึ้น อีกทั้งยังสามารถปรับระยะเวลาการออกฤทธิ์ให้สั้นหรือยาวตามความต้องการ รวมถึงมีอินซูลินชนิดผสมที่ช่วยลดจำนวนครั้งในการฉีด

    • กลุ่มอินครีติน (GLP-1 analogs)
    • GLP-1 เป็นฮอร์โมนในกลุ่มอินครีตินที่หลั่งจากทางเดินอาหารหลังการรับประทานอาหาร โดยช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินและยับยั้งการหลั่งกลูคากอน ยา GLP-1 analog เป็นยาสังเคราะห์ที่เลียนแบบฮอร์โมนดังกล่าวและมีฤทธิ์ยาวนานขึ้น นอกจากช่วยลดน้ำตาลในเลือดแล้ว ยังทำให้อิ่มเร็ว ลดความอยากอาหาร และชะลอการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ตัวอย่างยา ได้แก่ Exenatide และ Liraglutide

    • กลุ่มอไมลิน (Pramlintide)
    • อไมลินเป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากเบตาเซลล์ของตับอ่อนร่วมกับอินซูลิน มีบทบาทในการชะลอการย่อยอาหาร กระตุ้นศูนย์อิ่ม และยับยั้งการหลั่งกลูคากอน ผู้ป่วยที่ขาดอินซูลินมักขาดอไมลินร่วมด้วย Pramlintide เป็นยาสังเคราะห์ที่ใช้ฉีดร่วมกับอินซูลิน ช่วยลดปริมาณอินซูลินที่ต้องใช้ แต่ปัจจุบันยังมีราคาสูงมาก

  2. ยารับประทาน แบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์ได้ 4 กลุ่มใหญ่ คือ
    • กลุ่มกระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน ได้แก่ Sulfonylureas, Meglitinides และ DPP-4 inhibitors
    • กลุ่มลดภาวะดื้ออินซูลิน ได้แก่ Biguanide (Metformin) และ Thiazolidinediones
    • กลุ่มยับยั้งการดูดซึมกลูโคสจากทางเดินอาหาร ได้แก่ α-glucosidase inhibitors
    • กลุ่มยับยั้งการดูดซึมกลูโคสกลับที่ไต ได้แก่ SGLT-2 inhibitors


การเลือกกลุ่มยาที่เหมาะสม

ยาลดน้ำตาลในเลือดทุกชนิดจัดเป็นยาอันตราย ควรเริ่มใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยแพทย์จะพิจารณาจากระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C) เป็นหลัก

ยาแต่ละกลุ่มมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันดังนี้

(กลุ่ม)ยาลด HbA1C ได้โอกาสเกิดน้ำตาลต่ำผลต่อน้ำหนักตัวผลข้างเคียง/ข้อเสีย ที่สำคัญราคา
Sulfonylureas1-2%   ✔✔   - ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยาซัลฟา
- ใช้นานอาจดื้อยา
ไม่แพง
Meglitinides1-1.5%     ✔     - ต้องให้วันละ 2-3 ครั้งปานกลาง
Metformin1-2%     ✘   - คลื่นไส้อาเจียนถ้าใช้ในขนาดสูง
- lactic acidosis ในผู้ป่วยที่มีไตเสื่อม
- อาจทำให้ขาดวิตามิน B12
ไม่แพง
Thiazolidinediones0.5-1.4%     ✘   - บวมน้ำ จึงต้องระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว
- กระดูกบางลง หักง่ายขึ้น
- เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
ไม่แพง
SGLT-2 inhibitors0.5-1%     ✔   - ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะง่ายแพง
DPP-4 inhibitors0.8%     ✔   - ปวดศีรษะ
- คออักเสบ
แพง
α-glucosidase0.5-0.8%     ✘   - ต้องให้วันละ 2-3 ครั้ง
- ท้องอืด/ท้องเสีย มีลมในท้อง
ปานกลาง
Insulin1.5-3.5%   ✔✔✔   - ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ยาเสื่อมเมื่อโดนความร้อนแล้วแต่ชนิด
GLP-1 analogs1%     ✔   - คลื่นไส้อาเจียน
- ภาวะตับอ่อนอักเสบ
- อาจเกิดเนื้องอกที่ต่อมไทรอยด์
แพง
Pramlintide0.5%     ✘   - คลื่นไส้อาเจียนแพงมาก

โอกาสเกิดภาวะน้ำตาลต่ำจะขึ้นกับระดับความสามารถในการลดน้ำตาลของยา ยาที่ลดน้ำตาลได้ดี ถ้าบังเอิญไม่ได้รับประทานอาหารตามเวลาก็จะเกิดภาวะน้ำตาลต่ำได้ง่าย โดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์ยาวนานอย่างกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย ยาบางตัวมีแนวโน้มจะทำให้น้ำหนักขึ้น อาจไม่เหมาะนักสำหรับคนอ้วนที่มีข้อจำกัดในการออกกำลังกาย (เช่น มีข้อเข่า/ข้อสะโพกเสื่อม เป็นอัมพาต มีหัวใจล้มเหลว ฯลฯ)



เป้าหมายของการรักษาโรคเบาหวาน

เป้าหมายสำคัญของการรักษาเบาหวานคือการควบคุมอาการและชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น ไตวาย ตาบอด โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง โดยมีเป้าหมายการควบคุมดังนี้

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคความดันโลหิตสูง และ/หรือ ไขมันในเลือดสูงด้วย ควรได้รับยาแอสไพรินขนาด 75-162 mg/วัน เพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดอุดตัน และควรควบคุมให้มี

  • ความดันโลหิต < 130/80 mmHg
  • ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด < 150 mg%
  • ระดับ HDL-cholesterol > 40 mg% ในผู้ชาย และ > 50 mg% ในผู้หญิง
  • และระดับ LDL-cholesterol < 100 mg% (< 70 mg% ในผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดเกิดขึ้นแล้ว)

การตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองที่บ้าน

ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเรียนรู้ผลของอาหารแต่ละชนิดต่อระดับน้ำตาลในเลือด ควรบันทึกชนิดอาหารและค่าที่ตรวจได้ไว้ เพื่อช่วยให้แพทย์ปรับการรักษาได้เหมาะสมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีความสำคัญในการประเมินภาวะน้ำตาลต่ำหรือสูงผิดปกติ และควรพกบัตรประจำตัวผู้ป่วยเบาหวานติดตัวไว้เสมอ

สรุป

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากความผิดปกติหลายกลไก ยาลดน้ำตาลในเลือดจึงมีหลายกลุ่มและหลายรูปแบบ การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรม ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และใช้ยาอย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์ เป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่คือการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีที่สุดในระยะยาว