ยาซัลฟินไพราโซน (Sulfinpyrazone)

ซัลฟินไพราโซนเป็นยาในกลุ่มเพิ่มการขับกรดยูริกทางปัสสาวะ (uricosuric agent) ออกฤทธิ์คล้ายยาโปรเบนีสิด แต่มีคุณสมบัติเพิ่มเติมคือมีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดนี้ไม่ได้นำมาใช้ทางคลินิก เนื่องจากมียาที่ปลอดภัยกว่า ปัจจุบันยานี้มีบทบาทลดลงมาก เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วชนิดยูเรตที่ไต และอาจเสริมฤทธิ์กับยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด ทำให้มีเลือดออกง่าย โรงพยาบาลบางแห่งจึงไม่ได้จัดยาไว้ในบัญชียา

ที่มาและการออกฤทธิ์:

ซัลฟินไพราโซนเป็นอนุพันธ์ของยา Phenylbutazone จึงมีฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดร่วมด้วย แม้ฤทธิ์นี้จะไม่ถูกใช้เป็นข้อบ่งชี้หลัก แต่กลับเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องระวังเมื่อใช้ร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดอื่น เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก

แม้ชื่อจะคล้ายยากลุ่มซัลฟา แต่โครงสร้างทางเคมีแตกต่างกัน ผู้ที่แพ้ยากลุ่มซัลฟาจึงไม่จำเป็นต้องแพ้ซัลฟินไพราโซน อย่างไรก็ตาม พบว่ายานี้สามารถเสริมฤทธิ์ของยากลุ่มซัลฟา เช่น ซัลฟาไดอะซีน ซัลฟิซ็อกซาโซล รวมถึงยาลดน้ำตาลกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย และอินซูลิน จึงต้องระวังภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหากจำเป็นต้องใช้ร่วมกัน

ซัลฟินไพราโซนลดระดับกรดยูริกในเลือดโดยยับยั้ง Urate transporter-1 (URAT1) ที่ท่อไตส่วนปลาย ทำให้กรดยูริกที่ถูกกรองผ่านไตไม่ถูกดูดซึมกลับ จึงเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ ยานี้ไม่ยับยั้ง Organic anion transporter-1 และ -3 (OAT1, OAT3) ที่ท่อไตส่วนต้น จึงไม่ยับยั้งการขับสารที่มีประจุลบ เช่น ยาต้านจุลชีพหลายชนิด ทำให้ไม่เกิดการคั่งของยาเหล่านั้นเมื่อใช้ร่วมกัน

ในทางกลับกัน ยาที่ยับยั้ง OAT1 และ OAT3 เช่น แอสไพริน จะลดการขับกรดยูริกจากท่อไตส่วนต้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพของยากลุ่มขับกรดยูริกที่ออกฤทธิ์ที่ท่อไตส่วนปลายลดลง ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ซัลฟินไพราโซนร่วมกับแอสไพริน

ซัลฟินไพราโซนดูดซึมได้ดี ระดับยาในเลือดสูงสุดประมาณ 3 ชั่วโมงหลังรับประทาน มีค่าครึ่งชีวิต 4–6 ชั่วโมง ยาจับกับพลาสมาโปรตีนมากกว่าร้อยละ 98 จึงสามารถเพิ่มระดับของยาที่มีการจับกับโปรตีนสูงได้ ยาถูกเมตาบอไลซ์ที่ตับและขับออกทางไต

การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ใช้รักษาโรคเกาต์เรื้อรังในผู้ที่ไตยังทำงานได้ดีพอสมควร
  2. ปัจจุบันจะพิจารณาใช้ในผู้ป่วยต่อไปนี้

    • ผู้ป่วยที่มีการขับกรดยูริกทางปัสสาวะน้อยกว่า 800 mg/วัน โดยต้องเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงเพื่อตรวจวัดก่อนเริ่มยา
    • ผู้ที่มีข้อห้ามใช้หรือแพ้ยาอัลโลพูรินอล
    • ผู้ที่ใช้ยาอัลโลพูรินอลในขนาดสูงสุดแล้วยังควบคุมระดับกรดยูริกไม่ได้ (มักใช้ซัลฟินไพราโซนเป็นยาเสริม)

    ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีการขับกรดยูริกทางปัสสาวะมากกว่า 1000 mg/วัน เพราะเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และไม่ควรใช้ในผู้ที่มีหรือเคยมีนิ่วในทางเดินปัสสาวะ

    แนวทางการให้ยา: เริ่มต้นที่ 200–400 mg/วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง รับประทานพร้อมอาหารหรือนม ปรับเพิ่มขนาดยาทุก 1 สัปดาห์ ได้สูงสุดถึง 800 mg/วัน จนระดับกรดยูริกต่ำกว่า < 6 mg% หรือ < 5 mg% ในผู้ที่มีก้อนโทไฟ เมื่อควบคุมระดับกรดยูริกได้แล้ว ให้ค่อย ๆ ลดลงสู่ขนาด maintenance ประมาณ 200 mg/วัน

    ในช่วงเริ่มต้นการรักษา ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร และอาจพิจารณาให้สารทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง เช่น potassium citrate หรือ sodium bicarbonate เพื่อลดความเสี่ยงการตกตะกอนของยูเรตและการเกิดนิ่ว



ข้อห้ามใช้

ห้ามใช้ยาซัลฟินไพราโซนในผู้ป่วยต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีไตวาย (ClCr < 30 ml/min)
  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีแผลในทางเดินอาหาร หรือมีประวัติโรคทางเดินอาหารอักเสบรุนแรง
  • ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบเลือด

ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ อาการเกาต์กำเริบในระยะแรกของการรักษา จากการเปลี่ยนแปลงระดับกรดยูริกในเลือด เมื่อระดับกรดยูริกในข้อและในเลือดเข้าสู่สมดุล อาการกำเริบจะลดลง

ผลข้างเคียงอื่น ได้แก่ ผื่น โลหิตจาง เม็ดเลือดขาวลดลง เกล็ดเลือดลดลง และเลือดออกง่าย โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด

ในกรณีได้รับยาเกินขนาด อาจเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน ตัวเหลือง หายใจลำบาก สับสน ชัก หรือโคม่า หากรับประทานในปริมาณมากครั้งเดียว ควรพิจารณาล้างท้องภายใน 6 ชั่วโมง

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ซัลฟินไพราโซนมีปฏิกิริยาระหว่างยาหลายชนิด ดังนี้

  • ยากลุ่ม NSAIDs และ COX inhibitors ทุกชนิด เพิ่มความเสี่ยงแผลและเลือดออกในกระเพาะอาหาร
  • Aspirin ต้านฤทธิ์การขับกรดยูริกของซัลฟินไพราโซน
  • ยารักษาเบาหวานกลุ่ม sulfonylurea และ -gliptin อาจทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และยาละลายลิ่มเลือด เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
  • Theophylline, Montelukast, Zafirlukast, Verapamil ระดับยาอาจลดลง ทำให้ประสิทธิภาพลดลง
  • ยากลุ่มซัลฟา ยากันชักส่วนใหญ่ และ Rifampicin ฤทธิ์ของยาเหล่านี้อาจเพิ่มขึ้น

สรุป

ซัลฟินไพราโซนเป็นยาเพิ่มการขับกรดยูริกที่ออกฤทธิ์โดยยับยั้ง URAT1 เหมาะสำหรับรักษาโรคเกาต์เรื้อรังในผู้ป่วยที่ไตยังทำงานได้ดี และไม่สามารถใช้ยาอัลโลพูรินอลได้ อย่างไรก็ตาม ยามีข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดที่เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก และปฏิกิริยาระหว่างยาหลายชนิด การใช้ยาจึงต้องคัดเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสม ติดตามระดับกรดยูริกและอาการไม่พึงประสงค์อย่างใกล้ชิด

บรรณานุกรม

  1. "What form(s) does this medication come in?" [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา MedBroadcast. (18 กุมภาพันธ์ 2569).
  2. "Sulfinpyrazone." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา DrugBank. (18 กุมภาพันธ์ 2569).
  3. "แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์ พ.ศ. 2555." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย. (18 กุมภาพันธ์ 2569).