กลุ่มยาไฟเบรต (Fibrates)
กลุ่มยาไฟเบรตเป็นยาลดไขมันที่มีประสิทธิภาพเด่นในการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ในเลือด จึงจัดเป็นยาหลักในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงมาก (> 500 mg%) เพื่อป้องกันภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน นอกจากนี้ยังใช้ในผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอไรด์ระดับ 200–499 mg% ร่วมกับ HDL ต่ำ โดยเฉพาะในรายที่ปรับพฤติกรรมแล้ว เช่น ลดแอลกอฮอล์ ลดอาหารหวาน ออกกำลังกาย และงดสูบบุหรี่ แต่ยังควบคุมระดับไขมันไม่ได้
ที่มาและการออกฤทธิ์:
โครงสร้างของยาไฟเบรตพัฒนามาจากสารกลุ่ม phenylethyl acetic acid เดิมทีตั้งใจผลิตเป็นสารกำจัดแมลง แต่ในปี ค.ศ. 1953 พบว่าเกษตรกรที่สัมผัสสารนี้มีระดับไขมันในเลือดลดลง จึงมีการพัฒนาเป็นยาลดไขมันสำหรับมนุษย์ แม้ในระยะแรกยังไม่เข้าใจกลไกการออกฤทธิ์อย่างชัดเจนก็ตาม Clofibrate เป็นยาตัวแรกที่ได้รับอนุมัติในปี ค.ศ. 1962 ต่อมา Fenofibrate และ Gemfibrozil ถูกพัฒนาตามมา
อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1984 องค์การอนามัยโลกได้รายงานผลการศึกษาเปรียบเทียบ Clofibrate กับยาหลอกในการป้องกันโรคหัวใจ พบว่ากลุ่มที่ได้รับ Clofibrate มีอัตราตายจากสาเหตุที่ไม่ใช่โรคหัวใจสูงกว่า การศึกษาจึงต้องยุติก่อนกำหนด2 ส่งผลให้ความนิยมของยากลุ่มนี้ลดลง และ Clofibrate ถูกยกเลิกการผลิต
ความเข้าใจกลไกระดับโมเลกุลชัดเจนขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อค้นพบตัวรับในนิวเคลียสชื่อ peroxisome proliferator-activated receptor (PPAR) โดยเฉพาะชนิด PPAR-α ซึ่งพบมากในตับ
เมื่อถูกกระตุ้นจะเพิ่มการแสดงออกของยีน Apo AI, Apo AII และ ABCA1 ส่งผลให้ระดับ HDL เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันลดการแสดงออกของ Apo CIII ทำให้การสลาย VLDL เพิ่มขึ้นและไตรกลีเซอไรด์ลดลง
นอกจากนี้ไฟเบรตยังกระตุ้นให้ตับนำกรดไขมันอิสระ (free fatty acid, FFA) ไปสลายผ่านกระบวนการ β-oxidation มากขึ้น แทนการนำไปสร้างไตรกลีเซอไรด์และ VLDL จึงช่วยลดการสร้างไขมันใหม่ ยารุ่นหลัง เช่น Ciprofibrate และ Bezafibrate มีผลเพิ่มการกำจัด LDL ได้ดีขึ้น ทำให้ไม่เกิดการเพิ่มของ LDL เหมือนที่พบในยารุ่นแรกบางชนิด
ในด้านเภสัชจลนศาสตร์ ยาดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานพร้อมอาหาร ประมาณร้อยละ 95 ของยาจับกับโปรตีนในเลือด และถูกขับออกทางไตในรูป glucuronide ดังนั้นในผู้ป่วยโรคไตอาจเกิดการสะสมและเพิ่มความเสี่ยงต่อพิษจากยา
ไฟเบรตมีผลเพิ่มความเข้มข้นของโคเลสเตอรอลในน้ำดี และอาจรบกวนการทำงานของตับ จึงเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีและเอนไซม์ตับสูง ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องซ้ำหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่ระหว่างใช้ยา ควรได้รับการประเมินภาวะนิ่วในถุงน้ำดี
การใช้ยาที่เหมาะสม
หลักฐานปัจจุบันยังไม่ยืนยันว่าไฟเบรตลดอัตราตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างชัดเจน แต่มีประโยชน์ในการลดความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบ และลดภาวะเบาหวานขึ้นจอตาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง จึงเหมาะใช้ในผู้ป่วยเบาหวานเป็นหลัก รวมถึงผู้ป่วยโรคพันธุกรรมที่มี VLDL หรือไตรกลีเซอไรด์สูง เช่น Hyperlipoproteinemia type 2b และ type 4
ขนาดและวิธีใช้ของยาแต่ละชนิด ได้แก่
- Fenofibrate 145-300 mg วันละครั้งพร้อมอาหาร (เด็กใช้ 5 mg/kg/วัน)
- Gemfibrozil 600 mg วันละ 2 ครั้ง หรือ 900 mg วันละครั้ง ก่อนอาหารประมาณ ½ ชั่วโมง (ห้ามใช้ในเด็ก)
- Bezafibrate 200 mg วันละ 2-3 ครั้ง พร้อมอาหาร (ยังไม่มีข้อมูลการใช้ยาในเด็ก)
- Ciprofibrate 100-200 mg วันละครั้ง ก่อนหรือพร้อมอาหาร (ยังไม่มีข้อมูลการใช้ยาในเด็ก)
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่สำคัญคล้ายกับยากลุ่มสแตติน ได้แก่ ปวดกล้ามเนื้อ และเอนไซม์ตับสูง นอกจากนี้อาจเกิดอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ท้องเสีย และเพิ่มความเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดี
ไฟเบรตลดระดับ Plasminogen activator inhibitor-1 (PAI-1) และลดการแสดงออกของ Factor VII จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยา Warfarin
ข้อห้ามใช้ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคตับ โรคไต โรคท่อน้ำดี หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร
ปฏิกิริยาระหว่างยา
การใช้ร่วมกับ Warfarin เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก เนื่องจากไฟเบรตแย่งจับอัลบูมิน ทำให้ระดับ Warfarin ในเลือดสูงขึ้น ร่วมกับผลต่อ PAI-1 และ Factor VII
การใช้ร่วมกับสแตติน โดยเฉพาะ Gemfibrozil เพิ่มความเสี่ยงพิษต่อตับและกล้ามเนื้อ
Fenofibrate อาจลดระดับ Cyclosporin ในเลือดจากการเพิ่มการกำจัดยา
สรุป
ยาไฟเบรตเป็นยาที่ออกฤทธิ์ผ่านการกระตุ้น PPAR-α ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ เพิ่ม HDL และลดการสร้าง VLDL เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง โดยเฉพาะในระดับที่เสี่ยงต่อการเกิดตับอ่อนอักเสบ แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าลดอัตราตายจากโรคหัวใจ แต่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมภาวะไขมันผิดปกติบางรูปแบบ การใช้ยาควรพิจารณาการทำงานของตับและไต ระวังนิ่วในถุงน้ำดี และเฝ้าระวังปฏิกิริยาระหว่างยา โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับ Warfarin หรือสแตติน เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงจากการรักษา
บรรณานุกรม
- Kate E Shipman, et. al. 2016. "Use of fibrates in the metabolic syndrome: A review." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา World J Diabetes. 2016 Mar 10; 7(5): 74–88. (3 กันยายน 2561).
- "WHO cooperative trial on primary prevention of ischaemic heart disease with clofibrate to lower serum cholesterol: final mortality follow-up. Report of the Committee of Principal Investigators." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Lancet. 1984;2:600–604. (3 กันยายน 2561).