กลุ่มยาต้านเอสจีแอลทีทู (SGLT2 inhibitors)
ในอดีตมีความเข้าใจว่าโรคเบาหวานเป็นโรคของไต เนื่องจากตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ ต่อมาเมื่อมีการค้นพบอินซูลิน แนวทางรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนและการลดภาวะดื้ออินซูลิน อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บทบาทของไตในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้รับความสนใจอีกครั้ง จนนำไปสู่การพัฒนายาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดกลับกลูโคสที่ไตหลังถูกกรองออกมาแล้ว ยากลุ่มนี้มักเรียกว่า “กลุ่มยากลิโฟลซิน” เนื่องจากชื่อยาลงท้ายด้วย -gliflozin
ยากลุ่มต้าน SGLT2 เป็นยาค่อนข้างใหม่และมีราคาสูง ใช้เป็นยาเสริมร่วมกับยาลดน้ำตาลชนิดอื่นในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองเท่านั้น และไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะไตเสื่อม ยาจะเพิ่มการขับกลูโคสออกทางปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมีน้ำตาลสูง จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ ผู้ป่วยจึงควรรักษาความสะอาดและหลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ
ที่มาและการออกฤทธิ์
โดยปกติร่างกายจะรักษาระดับกลูโคสในเลือดไว้ประมาณ 70–100 mg% เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลสูงเกินไป อวัยวะสำคัญที่เกี่ยวข้องคือ ตับ ตับอ่อน และไต ในคนปกติจะมีกลูโคสถูกกรองผ่านไตประมาณ 160–180 กรัมต่อวัน แต่จะไม่พบกลูโคสในปัสสาวะ เนื่องจากท่อไตส่วนต้นมีโปรตีนตัวพาโซเดียมและกลูโคสกลับเข้าสู่กระแสเลือด โปรตีนนี้เรียกว่า Sodium/glucose co-transporter (SGLT)
SGLT-2 ซึ่งอยู่ที่ท่อไตส่วนต้น มีหน้าที่ดูดกลับกลูโคสประมาณร้อยละ 90 ส่วน SGLT-1 ซึ่งอยู่ถัดลงไปใกล้ Loop of Henle จะดูดกลับอีกร้อยละ 10 จึงทำให้ในคนปกติไม่พบกลูโคสในปัสสาวะ แต่หากระดับกลูโคสในเลือดเกินประมาณ 200 mg% ปริมาณกลูโคสที่ถูกกรองจะเกินขีดความสามารถของตัวพา จึงเริ่มตรวจพบกลูโคสในปัสสาวะ
SGLT-1 พบมากที่ผนังลำไส้ ทำหน้าที่ลำเลียงโซเดียมพร้อมกลูโคสหรือกาแลคโตสในอัตราส่วน 2:1 ขณะที่ SGLT-2 ซึ่งพบหลักที่ไต ลำเลียงโซเดียมพร้อมกลูโคสในอัตราส่วน 1:1
จุดเริ่มต้นของยากลุ่มนี้มาจากการค้นพบว่าเปลือกต้นแอปเปิลมีสาร Phlorizin ซึ่งเป็นไกลโคไซด์ตามธรรมชาติ สามารถเพิ่มการขับกลูโคสทางปัสสาวะได้ โครงสร้างของ Phlorizin ประกอบด้วยกลูโคสเชื่อมกับหมู่ Phloretin แต่พันธะดังกล่าวถูกเอนไซม์ β-glucosidase ในทางเดินอาหารทำลายได้ง่าย จึงมีการพัฒนาโครงสร้างยาให้ทนต่อเอนไซม์นี้และมีครึ่งชีวิตยาวขึ้น หมู่ Phloretin ทำหน้าที่ยับยั้ง SGLT-2 ที่ท่อไต ทำให้โซเดียมและกลูโคสไม่ถูกดูดกลับ
ปัจจุบันมียาที่ได้รับอนุมัติ ได้แก่ Canagliflozin, Dapagliflozin, Empagliflozin และ Ipragliflozin ยาเหล่านี้ยับยั้ง SGLT-2 ได้ประมาณ 30–50% จึงลด HbA1C ได้ราว 0.5–0.7% และลด FPG ได้ประมาณ 20–35 mg% ข้อดีคือช่วยลดความดันโลหิตจากการลดการดูดกลับโซเดียม และช่วยให้น้ำหนักตัวลดลง แต่ข้อเสียสำคัญคือทำให้ปัสสาวะมีน้ำตาลสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ยากลุ่มนี้ดูดซึมได้ดี รับประทานก่อน พร้อม หรือหลังอาหารก็ได้ จับกับโปรตีนในเลือดสูง มีครึ่งชีวิตประมาณ 12 ชั่วโมง จึงรับประทานวันละครั้ง ยาบางส่วนถูกเมตาบอไลซ์ที่ตับ และขับออกทั้งทางน้ำดีและทางไต
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้เสริมยาอื่นในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง
เนื่องจากประสิทธิภาพในการลดน้ำตาลอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับราคายา จึงนิยมใช้เป็นยาเสริมร่วมกับยากลุ่มอื่น
ขนาดยา Canagliflozin และ Ipragliflozin คือ 100–300 mg/วัน หาก eGFR = 45–60 ml/min/1.73 m2 ไม่ควรเกิน 100 mg/วัน และหาก eGFR < 45 ml/min/1.73 m2 ไม่ควรใช้
ขนาดยา Dapagliflozin คือ 5–10 mg/วัน หาก eGFR < 60 ml/min/1.73 m2 ไม่ควรใช้
ขนาดยา Empagliflozin คือ 10–25 mg/วัน หาก eGFR < 45 ml/min/1.73 m2 ไม่ควรใช้
** ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ สตรีให้นมบุตร และผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่หนึ่ง
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ เนื่องจากกลูโคสในปัสสาวะส่งเสริมการเจริญของเชื้อจุลชีพ
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำพบได้น้อย เพราะกลไกยาไม่ขึ้นกับอินซูลิน แต่หากใช้ร่วมกับอินซูลินหรือยากระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ควรพิจารณาปรับลดขนาดยาเหล่านั้น
ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใช้ยาลดความดันร่วมด้วย อาจเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำได้ง่าย ควรติดตามความดันอย่างสม่ำเสมอ
ยากลุ่มนี้อาจเพิ่มระดับ LDL-cholesterol จึงควรตรวจติดตามระดับไขมันในเลือด
ยา Dapagliflozin มีรายงานเกี่ยวกับมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ แม้ยังไม่ทราบกลไกแน่ชัด จึงควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่มีประวัติหรือความเสี่ยงสูง
ปฏิกิริยาระหว่างยา
ยา Rifampicin, Phenytoin, Phenobarbital และ Ritonavir ลดระดับ Canagliflozin และ Dapagliflozin ลงประมาณร้อยละ 51 และ 22 ตามลำดับ อาจจำเป็นต้องปรับเพิ่มขนาดยา หากยังอยู่ในช่วงที่ปลอดภัย
ยาแก้ปวด Ponstan® เพิ่มระดับ Dapagliflozin ประมาณร้อยละ 51 ควรระวังการเกิดพิษ โดยเฉพาะในผู้ป่วยไตเสื่อม
Canagliflozin เพิ่มระดับ Digoxin เมื่อใช้ร่วมกัน จึงควรติดตามระดับยา Digoxin ในเลือด
สำหรับ Empagliflozin และ Ipragliflozin ยังไม่พบปฏิกิริยาร่วมที่มีนัยสำคัญทางคลินิก
สรุป
ยาต้าน SGLT2 เป็นยาลดน้ำตาลที่ออกฤทธิ์ผ่านไต โดยยับยั้งการดูดกลับกลูโคส ทำให้ขับกลูโคสออกทางปัสสาวะ ช่วยลดระดับน้ำตาล น้ำหนักตัว และความดันโลหิต เหมาะใช้เสริมการรักษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองที่การทำงานของไตยังดี ข้อจำกัดสำคัญคือความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ภาวะความดันต่ำ และข้อจำกัดในการใช้ในผู้ป่วยไตเสื่อม การเลือกใช้ยาควรพิจารณาการทำงานของไตร่วมกับการติดตามผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการรักษา
บรรณานุกรม
- "Story of Discovery: SGLT2 inhibitors: harnessing the kidneys to help treat diabetes." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา NIDDK (12 กุมภาพันธ์ 2569).
- "Discovery and development of gliflozins." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Wikipedia (12 กุมภาพันธ์ 2569).
- Sanjay Kalra. 2014. "Sodium Glucose Co-Transporter-2 (SGLT2) Inhibitors: A Review of Their Basic and Clinical Pharmacology." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Diabetes Ther (2014) 5:355–366. (12 กุมภาพันธ์ 2569).
- "SGLT2 inhibitor." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Wikipedia (12 กุมภาพันธ์ 2569).