กลุ่มยาแซนทีน (Xanthines)

ยากลุ่มแซนทีนมีโครงสร้างทางเคมีใกล้เคียงกับคาเฟอีนและกรดยูริก เนื่องจากเป็นอนุพันธ์ของสาร xanthine เช่นเดียวกัน ปัจจุบันที่ใช้ในประเทศไทยมี 3 ชนิด ได้แก่ Theophylline, Aminophylline และ Doxofylline ทุกชนิดมีฤทธิ์ขยายหลอดลมได้ดี ใกล้เคียงกับยากระตุ้นตัวรับเบตา-2 แต่ไม่มีรูปแบบสูดพ่น มีเฉพาะแบบรับประทานและแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

ยาในกลุ่มนี้ไม่นิยมใช้รักษาอาการจับหืดเฉียบพลัน เนื่องจากชนิดรับประทานออกฤทธิ์ช้า ดูดซึมไม่สม่ำเสมอ และมีโอกาสเกิดพิษได้ง่าย จึงมักใช้เป็นยาป้องกันในผู้ป่วยหอบหืดเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง (COPD) ข้อดีคือราคายาไม่สูง และเป็นอีกกลุ่มยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ

ที่มาและการออกฤทธิ์

พืชในกลุ่ม Xanthine alkaloids เช่น ใบชา เมล็ดโกโก้ และพืชบางชนิด ให้สารที่มีฤทธิ์ขยายหลอดลม ขับปัสสาวะ และกระตุ้นระบบประสาท มนุษย์ใช้พืชเหล่านี้เป็นทั้งอาหารและยามานาน กระทั่งปี ค.ศ. 1888 Albrecht Kossel ได้สกัดสารธีโอฟิลลีน (Theophylline) จากใบชา ระยะแรกใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ต่อมาพบว่าสามารถรักษาหอบหืดเรื้อรังได้ โดยมีกลไกการออกฤทธิ์สำคัญ 4 ประการ ได้แก่

  1. ยับยั้งเอนไซม์ฟอสโฟไดเอสเตอเรส (Phosphodiesterase; PDE) ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยน cAMP เป็น AMP เมื่อ cAMP ไม่ถูกทำลาย ระดับที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้หลอดลมขยายตัว
  2. ยับยั้งฤทธิ์ของ Adenosine จึงลดการกระตุ้นให้หลอดลมหดตัว
  3. ยับยั้งการหลั่งสารก่อการอักเสบจาก mast cells
  4. เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกระบังลม ทำให้ผู้ป่วยมีแรงหายใจดีขึ้นในช่วงหอบ

เนื่องจาก Theophylline ดูดซึมจากทางเดินอาหารได้ไม่ดี จึงมีการพัฒนาโดยผสมกับ ethylenediamine ในอัตราส่วน 2:1 กลายเป็นยา Aminophylline ซึ่งดูดซึมได้ดีขึ้น และเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะแตกตัวกลับเป็น theophylline ที่ออกฤทธิ์เหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม Theophylline มีผลข้างเคียงและปฏิกิริยากับยาอื่นค่อนข้างมาก เนื่องจากต้องอาศัยเอนไซม์ไซโตโครมหลายชนิดในการกำจัดยา จึงมีการพัฒนาโครงสร้างใหม่โดยเติมหมู่ dioxalane ที่ตำแหน่ง 7 ของวงแหวน xanthine ได้เป็นยา Doxofylline ซึ่งยับยั้ง PDE ได้จำเพาะขึ้น และไม่ต้องอาศัยระบบไซโตโครมในการกำจัด จึงลดทั้งผลข้างเคียงและปฏิกิริยาระหว่างยา



การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ใช้เป็นยาขยายหลอดลม
  2. ใช้เป็นหลักในผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง (COPD) และอาจใช้ในผู้ป่วยหืดเรื้อรัง โดยเฉพาะเด็กที่ตอบสนองต่อยากระตุ้นตัวรับเบตา-2 ได้ไม่ดี รวมถึงโรคปอดเรื้อรังอื่นที่มีอาการหอบเหนื่อย ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ขนาดยาโดยทั่วไปมีดังนี้

    ยาวิธีใช้
    Aminophylline
    เม็ดละ 100 mg
    ผู้ใหญ่: 300-750 mg/วัน แบ่งวันละ 3 ครั้ง
    ผู้สูงอายุ: 200-500 mg/วัน แบ่งวันละ 2-3 ครั้ง
    เด็ก: 12-14 mg/kg/วัน (ไม่เกิน 750 mg/วัน) แบ่งทุก 4-6 ชั่วโมง
    ** เด็กอายุ < 1 ปี ควรใช้ภายใต้คำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด
    Theophylline
    เม็ดละ 200 mg
    ผู้ใหญ่: 400-600 mg/วัน แบ่งวันละ 2-3 ครั้ง
    ผู้สูงอายุ: 200-400 mg/วัน แบ่งวันละ 1-2 ครั้ง
    เด็ก: 12-14 mg/kg/วัน (ไม่เกิน 600 mg/วัน) แบ่งวันละ 2-3 ครั้ง
    Doxofylline
    เม็ดละ 400 mg
    ผู้ใหญ่: 800-1200 mg/วัน แบ่งวันละ 2-3 ครั้ง
    ผู้สูงอายุ: 400-800 mg/วัน แบ่งวันละ 1-2 ครั้ง
    เด็ก: 18 mg/kg/วัน (ไม่เกิน 1200 mg/วัน) แบ่งวันละ 3 ครั้ง
  3. ใช้รักษาภาวะหยุดหายใจในทารกแรกเกิด (Neonatal apnea)
  4. ใช้ Aminophylline หรือ Theophylline ขนาด 5-8 mg/kg ฉีดเข้าหลอดเลือดดำภายใน 30 นาที จากนั้นให้ต่อเนื่องทางสายยางในขนาดรวมต่อวัน (mg) = [(0.2 × อายุเป็นสัปดาห์) + 5] × น้ำหนักตัว (kg) แบ่งให้ทุก 4-6 ชั่วโมง

  5. ใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea) จากภาวะหัวใจล้มเหลวชนิด systolic dysfunction
  6. มีรายงานการใช้ Theophylline ขนาด 3.3 mg/kg รับประทานวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน สามารถลดจำนวนครั้งของการหยุดหายใจได้อย่างมีนัยสำคัญ การใช้ในกลุ่มนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

  7. ใช้รักษาภาวะหัวใจเต้นช้าหลังผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ และภาวะบาดเจ็บไขสันหลังเฉียบพลัน
  8. ให้ Aminophylline หรือ Theophylline ขนาด 6 mg/kg ฉีดเข้าหลอดเลือดดำช้า ๆ ตามด้วยขนาดรับประทาน 5-10 mg/kg/วัน แบ่งวันละ 2-3 ครั้ง

ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

กลุ่มยาแซนทีนมีช่วงระดับยาที่รักษาได้ (therapeutic level) ใกล้เคียงกับระดับที่เป็นพิษ (toxic level) จึงเกิดพิษได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยากระตุ้นตัวรับเบตา-2 ชนิดรับประทานหรือฉีด อาการพิษ ได้แก่ เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว มือสั่น กระสับกระส่าย เดินเซ และชัก ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการอาจพบ metabolic acidosis ร่วมกับ respiratory alkalosis แคลเซียมในเลือดสูง และโพแทสเซียมในเลือดต่ำ บางรายอาจเกิดผื่นลอกทั้งตัว (Exfoliative dermatitis)

อย่างไรก็ตาม Doxofylline มีแนวโน้มเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า เนื่องจากไม่เพิ่ม myocardial oxygen demand จึงปลอดภัยกว่าในผู้ป่วยที่มีโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และไม่ทำให้เกิดหัวใจเต้นก่อนจังหวะ (PACs) หรือทำให้ความดันตัวล่างลดลงเหมือน Theophylline

สรุป

ยาแซนทีนเป็นยาขยายหลอดลมที่ออกฤทธิ์ผ่านหลายกลไก ทั้งเพิ่มระดับ cAMP ยับยั้ง adenosine ลดการอักเสบ และเสริมแรงกล้ามเนื้อกระบังลม เหมาะสำหรับใช้ควบคุมอาการในโรคปอดเรื้อรัง โดยเฉพาะ COPD อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีช่วงความปลอดภัยแคบและเกิดพิษได้ง่าย การใช้ยาต้องกำหนดขนาดอย่างระมัดระวังและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ การพัฒนา Doxofylline ช่วยลดข้อจำกัดด้านความปลอดภัย ทำให้กลุ่มยาแซนทีนยังคงมีบทบาทสำคัญในเวชปฏิบัติปัจจุบัน

บรรณานุกรม

  1. Nivedita Sing, et al. 2018. "Xanthine scaffold: scope and potential in drug development." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Heliyon. 2018;4(10):e00829. (19 กุมภาพันธ์ 2569).
  2. Carl GA Persson. 1985. "On the medical history of xanthines and other remedies for asthma: a tribute to HH Salter." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Thorax 1985;40:881-886. (19 กุมภาพันธ์ 2569).
  3. Anoosh Zafar Gondal & Hassam Zulfiqar. 2022. "Aminophylline." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา StatPearls. (19 กุมภาพันธ์ 2569).
  4. "Aminophylline dihydrate - Drug Summary." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา PDR. (19 กุมภาพันธ์ 2569).