กลุ่มยาเมกลิทิไนด์ (Meglitinides)

เมกลิทิไนด์เป็นยาที่พัฒนามาจากส่วนประกอบหนึ่งของยา Glibenclamide โดยพบว่าเมื่อแยกส่วนซัลโฟนิลออกไป โครงสร้างที่เหลือยังสามารถกระตุ้นเบตาเซลล์ของตับอ่อนให้หลั่งอินซูลินได้ จึงนำมาพัฒนาเป็นยาในกลุ่มที่เรียกว่า Meglitinide analogs ปัจจุบันมียาในกลุ่มนี้ 3 ชนิด ได้แก่ Nateglinide, Repaglinide และ Mitiglinide ยากลุ่มนี้บางครั้งเรียกว่า Non-sulfonylureas หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “glinides”

เมกลิทิไนด์ใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่สองเท่านั้น มักใช้แทนยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียในผู้ป่วยที่มีเวลารับประทานอาหารไม่แน่นอน เนื่องจากยาออกฤทธิ์สั้นกว่า จึงมีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำต่ำกว่า สามารถรับประทานก่อนอาหารแต่ละมื้อได้ อย่างไรก็ตาม ราคายายังสูงกว่าซัลโฟนิลยูเรีย เพราะยังไม่มียาใดหมดสิทธิบัตร

ที่มาและการออกฤทธิ์:

เมกลิทิไนด์มีกลไกการออกฤทธิ์คล้ายกับซัลโฟนิลยูเรีย คือ ปิดช่องโพแทสเซียมที่เบตาเซลล์ ทำให้เกิด depolarization เปิดช่องแคลเซียม และกระตุ้นให้มีการหลั่งอินซูลินออกมา โดยเฉพาะในระยะแรกของการหลั่งอินซูลิน ประสิทธิภาพโดยรวมใกล้เคียงกับซัลโฟนิลยูเรีย แต่ยาออกฤทธิ์เร็วกว่า สามารถรับประทานก่อนอาหารประมาณ 10–15 นาที และมีระยะเวลาออกฤทธิ์สั้น ประมาณ 3–4 ชั่วโมง

ยาในกลุ่มนี้ดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานขณะท้องว่าง อาหารจะลดการดูดซึมของยา จึงไม่ควรรับประทานพร้อมหรือหลังอาหาร ยาจับกับโปรตีนในเลือดมากกว่า 90% ถูกทำลายโดยเอนไซม์ที่ตับ และขับออกทางไตเป็นหลัก ยกเว้น Repaglinide ที่ขับออกทางอุจจาระเป็นส่วนใหญ่ จึงสามารถใช้ได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะไตเสื่อม ปัจจุบัน Repaglinide เป็นยาตัวเดียวในกลุ่มนี้ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย

Nateglinide มีคุณสมบัติยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนกลูคากอนเพิ่มเติม แต่ประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยรวมไม่แตกต่างจากยาตัวอื่นในกลุ่ม

Mitiglinide มีรายงานว่าช่วยลดการอักเสบและภาวะ oxidative stress ซึ่งเชื่อว่าอาจมีประโยชน์ต่อการป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในระยะยาว แม้ข้อมูลทางคลินิกยังมีจำกัด

โดยรวมแล้ว เมกลิทิไนด์ลดระดับน้ำตาลหลังอาหารได้ดีกว่าซัลโฟนิลยูเรีย มีอุบัติการณ์ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำต่ำกว่า ยังไม่มีรายงานภาวะไม่ตอบสนองต่อยา (primary failure) แบบที่พบในซัลโฟนิลยูเรีย และสามารถใช้ได้ในผู้ป่วยที่แพ้ยาซัลฟา



การใช้ยาที่เหมาะสม

เมกลิทิไนด์ใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองเท่านั้น สามารถใช้เป็นยาเดี่ยว หรือใช้ร่วมกับ Thiazolidinediones, DPP-4 inhibitors, Metformin หรือ α-glucosidase inhibitors ได้ แต่ไม่ควรใช้ร่วมกับซัลโฟนิลยูเรีย เนื่องจากมีกลไกการออกฤทธิ์เหมือนกัน

เนื่องจากยาออกฤทธิ์เร็วและสั้น จึงควรรับประทานก่อนอาหารทุกมื้อ ขนาดยาโดยทั่วไป ได้แก่ Nateglinide 180–360 mg/วัน, Repaglinide 1.5–16 mg/วัน และ Mitiglinide 15–60 mg/วัน

ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

เนื่องจากยาทุกตัวถูกทำลายโดยเอนไซม์ที่ตับ จึงควรลดขนาดยา หรือหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยโรคตับ โดยเฉพาะ Repaglinide ห้ามใช้ร่วมกับยา Gemfibrosil เพราะทั้งสองชนิดถูกทำลายโดยเอนไซม์ตับตัวเดียวกัน อาจทำให้ระดับยาในเลือดสูงและเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำรุนแรง

เมกลิทิไนด์อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ แต่โดยทั่วไปเพิ่มน้อยกว่ากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย

ปฏิกิริยาระหว่างยา

  1. กลุ่มยาที่เพิ่มฤทธิ์ลดน้ำตาลของเมกลิทิไนด์
    • ยาที่แย่งจับโปรตีนในเลือด เช่น แอสไพริน ยาซัลฟา Warfarin Chloramphenicol
    • ยาที่ลดการทำลายที่ตับ เช่น Warfarin, MAOIs, Phenylbutazone, Chloramphenicol
    • ยาที่เสริมฤทธิ์ลดน้ำตาล เช่น แอลกอฮอล์ แอสไพริน และ MAOIs
  2. กลุ่มยาที่ลดประสิทธิภาพของเมกลิทิไนด์
    • ยาที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด เช่น สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะกลุ่มไทอะไซด์ และยากระตุ้นระบบซิมพาเธทิก
    • ยาหรือสารที่กระตุ้นเอนไซม์ CYP450 เช่น Omeprazole, Phenytoin, Carbamazepine, Phenobarbital, Rifampicin รวมถึงบุหรี่และอาหารบางชนิด

สรุป

เมกลิทิไนด์เป็นยากระตุ้นการหลั่งอินซูลินที่ออกฤทธิ์เร็วและสั้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองที่มีเวลารับประทานอาหารไม่แน่นอน หรือมีปัญหาน้ำตาลสูงหลังอาหาร ยามีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำต่ำกว่าซัลโฟนิลยูเรีย และสามารถใช้ในผู้แพ้ยาซัลฟาได้ อย่างไรก็ตาม ต้องระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคตับ รวมถึงปฏิกิริยาระหว่างยาที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ตับอย่างรอบคอบ