ยาเฟบูโซสแตท (Febuxostat)
เฟบูโซสแตทเป็นยาลดกรดยูริกในเลือดที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Xanthine oxidase เช่นเดียวกับอัลโลพูรินอล แต่มีความแตกต่างสำคัญคือโครงสร้างของยาไม่ใช่ purine analogue จึงไม่รบกวนเอนไซม์อื่นในกระบวนการสร้างและสลาย purine และ pyrimidine ส่งผลให้ไม่มีความเสี่ยงต่อผื่นแพ้ยารุนแรงแบบที่พบกับอัลโลพูรินอล อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าการใช้ยาอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ[3] และเนื่องจากราคายายังค่อนข้างสูง ปัจจุบันจึงยังไม่ถูกบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติของไทย
ที่มาและการออกฤทธิ์:
ในปี ค.ศ. 2008 บริษัท Takeda ได้พัฒนาเฟบูโซสแตทซึ่งมีโครงสร้างแตกต่างจาก purine แต่สามารถยับยั้งเอนไซม์ Xanthine oxidase ได้อย่างจำเพาะเจาะจง ส่งผลให้ hypoxanthine และ xanthine ไม่ถูกเปลี่ยนเป็นกรดยูริก แต่สามารถนำกลับไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ DNA และ RNA ได้ ยาได้รับการอนุมัติให้ใช้ลดกรดยูริกในผู้ป่วยโรคเกาต์ และใช้ในภาวะ Tumor lysis syndrome อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลการใช้ยาในเด็ก จึงแนะนำให้ใช้เฉพาะผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
ยาเฟบูโซสแตทดูดซึมได้ดี และไม่ขึ้นกับมื้ออาหาร มีการจับกับโปรตีนในเลือดมากกว่า 80% ถูกเมตาบอไลซ์ที่ตับ และขับออกทั้งทางปัสสาวะและอุจจาระ ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับหรือไตบกพร่องเล็กน้อยถึงปานกลางโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา หลังใช้ยาต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ ค่าครึ่งชีวิตจะอยู่ที่ประมาณ 15.8 ชั่วโมง จึงสามารถรับประทานวันละครั้งได้
จากการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างอัลโลพูรินอลขนาด 300 mg วันละครั้ง กับเฟบูโซสแตท 80 mg วันละครั้ง พบว่าเฟบูโซสแตทสามารถลดระดับกรดยูริกในเลือดได้มากกว่า[4]
การใช้ยาที่เหมาะสม
** ไม่ควรใช้เฟบูโซสแตทในผู้ที่มีเพียงภาวะกรดยูริกสูงโดยไม่มีอาการ ควรมีข้อบ่งใช้ที่ชัดเจนดังต่อไปนี้
- ใช้ลดกรดยูริกในผู้ป่วยโรคเกาต์
ต้องมีเกณฑ์วินิจฉัยอย่างน้อย 2 ใน 4 ข้อ ได้แก่
- ระดับกรดยูริกในเลือด > 7 mg/dL ในเพศชาย หรือ > 6 mg/dL ในเพศหญิง
- มีก้อนโทไฟที่ข้อ
- พบผลึก monosodium urate ในน้ำไขข้อ หรือในก้อนโทไฟ
- มีประวัติปวดข้อเฉียบพลันและหายภายใน 2 สัปดาห์
เริ่มขนาด 40 mg วันละครั้ง รับประทานพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้ ติดตามระดับกรดยูริกทุก 2–4 สัปดาห์ และปรับเพิ่มครั้งละ 40 mg จนได้ระดับเป้าหมาย < 6 mg% หรือ < 5 mg% ในรายที่มีก้อนโทไฟ ขนาดสูงสุดไม่เกิน 120 mg/วัน
ในผู้ที่มีไตเสื่อมระยะที่ 2–3 (CrCl 30–89 ml/min) ใช้ได้สูงสุด 80 mg วันละครั้ง หากไตเสื่อมระยะที่ 4–5 ไม่ควรเกิน 40 mg วันละครั้ง
ในผู้ที่มีตับบกพร่องระดับ Child-Pugh class A–B ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา ส่วน Child-Pugh class C ยังไม่มีข้อมูลการศึกษา
หากใช้ยานานเกิน 6 เดือนและสามารถควบคุมระดับกรดยูริกได้ดี อาจพิจารณาหยุดยาและติดตามระดับกรดยูริกต่ออีก 4–6 เดือน หากยังคงอยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย อาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาต่อ
- ใช้ป้องกันภาวะกรดยูริกสูงในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดก่อนให้เคมีบำบัด
ใช้ขนาด 120 mg วันละครั้ง เริ่ม 2 วันก่อนให้ยาเคมีบำบัด และรับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 7 วัน หรือมากกว่านั้นตามรอบการรักษา
** ยังไม่มีข้อมูลการใช้ยาในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้ที่มีตับบกพร่องรุนแรง และผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
** ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดหรือภาวะหัวใจล้มเหลว เนื่องจากมีข้อมูลว่าพบอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจสูงขึ้น
ผลข้างเคียงอื่น ได้แก่ ภาวะเม็ดเลือดทุกชนิดลดลงจากการกดไขกระดูก ระดับ TSH สูงขึ้น (โดยทั่วไปไม่กระทบการทำงานของต่อมไทรอยด์) ท้องร่วง คลื่นไส้ การทำงานของตับผิดปกติ ผื่นไม่รุนแรง บวมน้ำ และภาวะเกาต์กำเริบเฉียบพลันในช่วงแรกของการรักษา ซึ่งมักพบในเดือนแรกและจะลดความถี่ลงเมื่อใช้ต่อเนื่อง
ปฏิกิริยาระหว่างยา
** ไม่แนะนำให้ใช้ร่วมกับ Azathioprine หรือ Mercaptopurine เพราะจะเพิ่มพิษกดไขกระดูกอย่างมาก หากจำเป็นต้องใช้ร่วมกัน ควรลดขนาดยา Azathioprine หรือ Mercaptopurine เหลือ 25–33% ของขนาดปกติ และติดตามความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดอย่างใกล้ชิด
สรุป
เฟบูโซสแตทเป็นยาที่ยับยั้งเอนไซม์ Xanthine oxidase แบบจำเพาะ ไม่ใช่อนุพันธ์ของ purine จึงไม่รบกวนกระบวนการเมแทบอลิซึมของกรดนิวคลีอิกอื่น ๆ สามารถลดระดับกรดยูริกได้มีประสิทธิภาพ และรับประทานวันละครั้ง อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับโรคหัวใจ และมีราคาสูง
การใช้ยาควรอยู่ภายใต้ข้อบ่งใช้ที่ชัดเจน ปรับขนาดยาตามการทำงานของไต และเฝ้าระวังผลข้างเคียง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจร่วมด้วย การประเมินความเสี่ยงและประโยชน์อย่างรอบคอบจะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากที่สุด
บรรณานุกรม
- "Febuxostat." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา NIH. (18 กุมภาพันธ์ 2569).
- Anthony J. Busti, et al. 2015. "The Differences in the Mechanisms of Action Between Allopurinol and Febuxostat." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา EBM Consult. (18 กุมภาพันธ์ 2569).
- "FDA adds Boxed Warning for increased risk of death with gout medicine Uloric (febuxostat)." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา FDA. (18 กุมภาพันธ์ 2569).
- Michael A. Becker, et al. 2005. "Febuxostat Compared with Allopurinol in Patients with Hyperuricemia and Gout." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา N Engl J Med 2005;353:2450-2461. (18 กุมภาพันธ์ 2569).
- "แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์
พ.ศ. 2555." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย. (18 กุมภาพันธ์ 2569).