กลุ่มยาคลายกระเพาะปัสสาวะ
(Bladder relaxants)

ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากผิดปกติ (Overactive bladder, OAB) เป็นภาวะที่สร้างความไม่สบายตัวและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก ผู้ป่วยมักรู้สึกปวดท้องน้อยคล้ายอาการปวดประจำเดือน เนื่องจากกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะหดเกร็งบ่อยครั้ง หากการบีบตัวรุนแรงหรือเกิดขึ้นกะทันหัน อาจทำให้ปัสสาวะเล็ดหรือราดโดยควบคุมไม่ได้

สาเหตุของ OAB แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • ความผิดปกติของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งไม่สามารถควบคุมการหดตัวได้ตามปกติ อาจเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ การได้รับยาเคมีบำบัดที่มีผลต่อกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ เช่น Valrubicin หรือการใช้ยาที่กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ เช่น Bethanechol (Ucholine®) ในขนาดสูงเกินไป
  • ความผิดปกติของระบบประสาทที่ควบคุมกระเพาะปัสสาวะ มักเกิดจากโรคของสมองหรือไขสันหลัง หรือภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดในช่องท้องที่ทำลายเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกระเพาะปัสสาวะ เช่น การผ่าตัดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ การตัดมดลูกและรังไข่ การตัดต่อมลูกหมาก หรือการผ่าท้องคลอด ในกรณีที่เส้นประสาทถูกทำลาย อาจเกิดภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบเกร็งตลอดเวลา (spastic bladder) หรือไม่บีบตัวเลย (flaccid bladder) หากเป็นแบบไม่บีบตัวเลย จะไม่สามารถรักษาด้วยยาคลายกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะได้

ภาวะ OAB สามารถแยกจากภาวะกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน (flaccid bladder) ได้จากประวัติอาการ การตรวจปัสสาวะ และการตรวจยูโรพลศาสตร์ (Urodynamic study) ซึ่งช่วยประเมินการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและหูรูดอย่างละเอียด

ประเภทของยาคลายกระเพาะปัสสาวะ

ยาคลายกระเพาะปัสสาวะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ตามกลไกการออกฤทธิ์ ดังนี้

  1. กลุ่มยาต้านโคลิเนอร์จิก (Anticholinergics, Muscarinic receptor antagonists, MRAs) กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะได้รับการควบคุมจากระบบประสาทพาราซิมพาเธทิก ซึ่งปลายประสาทจะหลั่งสารโคลิเนอร์จิกไปจับกับตัวรับมัสคารินิกชนิด M3 ที่ผนังกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะหดตัวเพื่อขับปัสสาวะ ยากลุ่มนี้จึงออกฤทธิ์ยับยั้งการจับดังกล่าว ทำให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวลดลง เหมาะสำหรับรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดหรือราดจากกระเพาะปัสสาวะบีบเกร็งผิดปกติ (spastic bladder) ตัวอย่างยา ได้แก่ Oxybutynin, Tolterodine, Propiverine, Darifenacin, Solifenacin, Trospium และ Fesoterodine ใช้ได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก แต่ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคต้อหิน
  2. กลุ่มยากระตุ้นตัวรับเบตา-3 (β3 agonists) กระเพาะปัสสาวะมีตัวรับเบตา-3 เมื่อถูกกระตุ้นจะเพิ่มระดับ cAMP ภายในเซลล์ ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ยากลุ่มนี้จึงช่วยลดการบีบตัวที่มากเกินไป ตัวอย่างยา ได้แก่ Mirabegron และ Vibegron ใช้รักษาอาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้จากกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวผิดปกติ ใช้ได้ทั้งในเพศหญิงและชาย แต่ไม่ใช้ในเด็กที่มีปัญหาปัสสาวะรดที่นอน
  3. กลุ่มยาที่เพิ่ม cAMP และยับยั้งการทำงานของแคลเซียมในเซลล์ ยากลุ่มนี้ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว โดยมักใช้บรรเทาอาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะบ่อย และปวดท้องน้อยจากการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ ตัวอย่างยา ได้แก่ Flavoxate (Urispas®) ห้ามใช้ในผู้ที่มีภาวะลำไส้อุดตันหรือมีเลือดออกในทางเดินอาหาร และไม่ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร
  4. กลุ่มยาที่ยับยั้งการหลั่งสาร Acetylcholine ยากลุ่มนี้ได้จากพิษของเชื้อ Clostridium botulinum ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงชั่วคราว เมื่อฉีดเข้าสู่กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ จะลดการหดตัวที่มากเกินไป ตัวอย่างยา ได้แก่ Botox ใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยารับประทาน
  5. กลุ่มยาต้านซึมเศร้า (Tricyclic antidepressants) ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงทำให้การบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะลดลง ในคนปกติอาจทำให้ปัสสาวะคั่งได้ แต่สามารถใช้เป็นยาเสริมในผู้ป่วย OAB (ไม่ควรใช้เป็นยาหลัก) ตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ Imipramine และ Doxepin

ภาวะ OAB สามารถรักษาได้ด้วยยาคลายกระเพาะปัสสาวะอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยไม่ควรปล่อยอาการไว้เนื่องจากความอาย เพราะหากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น นิ่วในทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อเรื้อรัง หรือไตเสื่อมได้

สรุป

ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากผิดปกติ (OAB) เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหรือระบบประสาทที่ควบคุมกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้ปวดปัสสาวะบ่อยและอาจมีปัสสาวะเล็ดหรือราด การวินิจฉัยที่ถูกต้องมีความสำคัญเพื่อแยกจากภาวะกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน ยาคลายกระเพาะปัสสาวะมีหลายกลุ่ม ออกฤทธิ์ผ่านกลไกต่างกัน การเลือกใช้ยาควรพิจารณาตามสาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และข้อห้ามใช้ การรักษาอย่างเหมาะสมจะช่วยลดอาการ เพิ่มคุณภาพชีวิต และป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

บรรณานุกรม

  1. Kelli Miller. 2020. "Bladder Spasms." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา WebMD. (17 กุมภาพันธ์ 2569).
  2. Pamela I Ellsworth. 2021. "Overactive Bladder Medication." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Medscape. (17 กุมภาพันธ์ 2569).
  3. "Bladder control: Medications for urinary problems." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Mayo Clinic. (17 กุมภาพันธ์ 2569).
  4. A Athanasopoulos & K Giannitsas. 2011. "An Overview of the Clinical Use of Antimuscarinics in the Treatment of Overactive Bladder." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Hindawi. (17 กุมภาพันธ์ 2569).