กลุ่มยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines)

ฮิสตามีน (histamine) เป็นสารประกอบไนโตรเจนที่ถูกหลั่งจาก mast cell และ basophil มีบทบาทสำคัญในกระบวนการอักเสบและปฏิกิริยาภูมิแพ้ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการควบคุมการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และการทำงานของสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ผลทางสรีรวิทยาของฮิสตามีนจะแตกต่างกันไปตามชนิดของตัวรับ (histamine receptor) ที่กระจายอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ

ในการแพ้ชนิดที่ 1 (type I hypersensitivity) ฮิสตามีนจะจับกับตัวรับชนิด H1 (H1 receptor) ทำให้เกิดการขยายหลอดเลือด เพิ่มการซึมผ่านของหลอดเลือด และกระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึก นำไปสู่การเกิดผื่นลมพิษ (urticaria) อาการคัน และโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis) ดังนั้น “ยาแก้แพ้” ที่ใช้ในทางคลินิกจึงหมายถึงยาต้านฮิสตามีน (antihistamines) ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของฮิสตามีนผ่านตัวรับต่าง ๆ

ประเภทของยาต้านฮิสตามีนตามกลไกการออกฤทธิ์

  1. H1-receptor antagonists (H1 antihistamines)
  2. เป็นกลุ่มที่ใช้บ่อยที่สุดในการรักษาอาการแพ้ ออกฤทธิ์โดยแข่งขันกับฮิสตามีนในการจับกับ H1 receptor ซึ่งพบที่หลอดเลือด กล้ามเนื้อเรียบ หลอดลม และระบบประสาทส่วนกลาง โดยแบ่งออกเป็น 2 รุ่นหลัก ได้แก่

    • กลุ่มที่ทำให้ง่วง (First-generation H1 antihistamines) เช่น dimenhydrinate, diphenhydramine, hydroxyzine, brompheniramine, chlorpheniramine และ cyproheptadine
    • ยากลุ่มนี้มีคุณสมบัติละลายในไขมันสูง (lipophilic) จึงผ่าน blood-brain barrier ได้ดี ทำให้เกิดอาการง่วงซึม มึนงง และลดการประสานงานของกล้ามเนื้อ นอกจากฤทธิ์ต้าน H1 receptor แล้ว ยังมีฤทธิ์ต้าน muscarinic, alpha-adrenergic และ serotonin receptor จึงทำให้เกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ปัสสาวะลำบาก สับสน หรือเพ้อได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้มีประโยชน์ในบางข้อบ่งใช้ เช่น การป้องกันอาการเมารถ และการรักษาภาวะ extrapyramidal symptoms (EPS) จากยาต้านโรคจิต ระยะเวลาออกฤทธิ์ค่อนข้างสั้น ประมาณ 4–6 ชั่วโมง

    • กลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วง (Second-generation H1 antihistamines) เช่น cetirizine, levocetirizine, loratadine, desloratadine, fexofenadine, ebastine และ bilastine
    • ยากลุ่มนี้มีความจำเพาะต่อ H1 receptor สูงขึ้น และผ่านเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้น้อย จึงลดอาการง่วงซึมและผลข้างเคียงแบบ anticholinergic ได้มากเมื่อเทียบกับรุ่นแรก มีระยะเวลาออกฤทธิ์ยาวขึ้น 12–24 ชั่วโมง เหมาะสำหรับการใช้ระยะยาวในโรคภูมิแพ้

  3. H2-receptor antagonists (H2-blockers)

    ออกฤทธิ์ยับยั้ง H2 receptor ที่เซลล์ขับกรดในกระเพาะอาหาร จึงลดการหลั่งกรด เช่น cimetidine, ranitidine และ famotidine เดิมนิยมใช้รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ก่อนที่จะมียากลุ่ม proton pump inhibitors ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า แม้ H2-blockers จะไม่ใช่ยาแก้แพ้โดยตรง แต่ฮิสตามีนมีผลผ่านทั้ง H1 และ H2 receptor ในผิวหนัง ดังนั้นในผู้ป่วยลมพิษบางราย โดยเฉพาะรายที่ไม่ตอบสนองต่อ H1 เพียงอย่างเดียว อาจพิจารณาใช้ร่วมเป็นการรักษาเสริม

  4. H3 และ H4 receptor antagonists

    ยังอยู่ระหว่างการศึกษา มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการควบคุมสารสื่อประสาทและการอักเสบเชิงภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันยังไม่มีบทบาทกว้างขวางในเวชปฏิบัติทั่วไป

ยาต้านฮีสตามีนในกลุ่ม H1 antagonists มีรูปแบบเภสัชภัณฑ์หลากหลาย ได้แก่ ยารับประทาน ยาฉีด ยาทาภายนอก ยาพ่นจมูก และยาหยอดตา เพื่อให้เหมาะสมกับตำแหน่งและความรุนแรงของอาการแพ้



ข้อบ่งใช้ของแต่ละกลุ่ม

First-generation H1 antagonists

  • ลมพิษเฉียบพลัน
  • อาการคันจากผื่นแพ้
  • motion sickness
  • ใช้เป็นยาช่วยนอน (off-label)
  • ใช้ร่วมในการรักษา anaphylaxis (เป็นยาช่วยเสริมจาก epinephrine)

Second-generation H1 antagonists

  • Allergic rhinitis
  • Chronic urticaria
  • ผื่นภูมิแพ้ที่ต้องใช้ยาต่อเนื่องระยะยาว
  • ผู้ป่วยที่ต้องการหลีกเลี่ยงอาการง่วงซึม

H2 blockers (ใช้ร่วมในบางกรณี)

  • ลมพิษที่ไม่ตอบสนองต่อ H1 เพียงอย่างเดียว
  • ใช้เสริมในการรักษา anaphylaxis

ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง

First-generation

  • ง่วงซึม มึนงง
  • ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า (anticholinergic effect)
  • ปัสสาวะลำบาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต (BPH)
  • สับสนหรือเพ้อในผู้สูงอายุ (เพิ่มความเสี่ยง delirium)
  • ควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่ต้องขับขี่ยานพาหนะหรือทำงานกับเครื่องจักร

Second-generation

  • อาจง่วงเล็กน้อยในบางราย (เช่น cetirizine)
  • ปวดศีรษะ
  • ควรปรับขนาดยาในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับหรือไตบกพร่อง

การใช้ในหญิงตั้งครรภ์และเด็ก

  • บางชนิดมีข้อมูลความปลอดภัยค่อนข้างเพียงพอ เช่น loratadine
  • ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
  • ไม่ควรใช้ยารุ่นแรกเพื่อกดประสาทในเด็ก

สรุป

ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines) เป็นกลุ่มยาหลักในการรักษาโรคภูมิแพ้และภาวะที่เกี่ยวข้องกับฮีสตามีน โดยแบ่งหลัก ๆ เป็น H1 antagonists รุ่นที่หนึ่งและรุ่นที่สอง ซึ่งแตกต่างกันในด้านการผ่านเข้าสมอง ความจำเพาะต่อ receptor และผลข้างเคียง

การเลือกใช้ยาควรพิจารณาจากลักษณะอาการ ความจำเป็นในการใช้ระยะยาว ความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง และลักษณะเฉพาะของผู้ป่วย โดยในเวชปฏิบัติปัจจุบัน Second-generation antihistamines มักเป็น first-line therapy สำหรับ allergic rhinitis และ chronic urticaria เนื่องจากมีประสิทธิภาพดีและมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทส่วนกลางน้อยกว่า