ยาเมโทโพรลอล (Metoprolol)

ยาเมโทโพรลอลเป็นยากลุ่ม cardioselective β-blocker เช่นเดียวกับยาอะทีโนลอล โดยออกฤทธิ์จำเพาะต่อตัวรับ β1 เป็นหลัก จึงไม่ก่อให้เกิดภาวะหลอดลมตีบในขนาดยาปกติ ความแตกต่างที่สำคัญคือ เมโทโพรลอลถูกกำจัดที่ตับเป็นหลัก ในขณะที่อะทีโนลอลถูกกำจัดทางไต ทำให้เมโทโพรลอลมีระยะครึ่งชีวิตสั้นกว่า และต้องรับประทานวันละ 2 ครั้ง

อีกคุณสมบัติเด่นที่แตกต่างจากอะทีโนลอลคือ เมโทโพรลอลมีฤทธิ์ membrane stabilizing activity (MSA) หรือฤทธิ์ปิดช่องโซเดียมที่ผิวเซลล์ จึงสามารถยับยั้งการนำไฟฟ้าที่ผิดปกติของหัวใจได้ดีกว่า ด้วยเหตุนี้ เมโทโพรลอลจึงเหมาะสำหรับการรักษาภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ มากกว่าการใช้เพื่อลดความดันโลหิตเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ เมโทโพรลอลยังเหมาะสำหรับใช้ในโรคเรื้อรังที่ต้องลดการทำงานของหัวใจในระยะยาว เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ภาวะหัวใจล้มเหลว กลุ่มอาการ long QT syndrome และภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติทั้งชนิด supraventricular และ ventricular tachycardia

ที่มาและการออกฤทธิ์:

ยาเมโทโพรลอลถูกพัฒนาขึ้นไม่นานหลังจากยาอะทีโนลอล เนื่องจากพบว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจำนวนไม่น้อยมีภาวะไตเสื่อมหรือไตวาย การใช้ยาอะทีโนลอลซึ่งถูกกำจัดทางไตเป็นหลักจึงเริ่มมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัย หลายบริษัทจึงหันมาพัฒนายาปิดตัวรับเบตาที่ออกฤทธิ์ใกล้เคียงกัน แต่ถูกกำจัดที่ตับแทน

ในขนาดยาปกติ เมโทโพรลอลจะปิดกั้นตัวรับ β1 ที่หัวใจและผนังหลอดเลือด ทำให้หัวใจเต้นช้าลง บีบตัวเบาลง และหลอดเลือดคลายตัว ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง อย่างไรก็ตาม หากใช้ในขนาดสูง ยาอาจเริ่มปิดกั้นตัวรับ β2 ที่หลอดลม ทำให้เกิดอาการเหนื่อยหอบจากหลอดลมตีบได้

ยาถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารประมาณ 50% แต่สามารถแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อได้ดีเนื่องจากเป็นยาแบบ lipophilic ยาเริ่มออกฤทธิ์ลดชีพจรภายในประมาณ 1 ชั่วโมงหลังรับประทาน จากนั้นจะถูกเมตาบอไลต์ที่ตับโดยเอ็นไซม์ CYP2D6

ประชากรโลกประมาณ 2–8% ขาดเอ็นไซม์ CYP2D6 ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะตอบสนองต่อยาเมโทโพรลอลแรงกว่าปกติตั้งแต่ขนาดต่ำ ๆ หากพบว่าผู้ป่วยไวต่อยาอย่างผิดสังเกต ควรสงสัยภาวะขาดเอ็นไซม์นี้และหลีกเลี่ยงการใช้ยา

ยาเมโทโพรลอลสามารถผ่านรกและขับออกทางน้ำนมได้ หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรจึงต้องระวังผลของยาต่อทารก ยายังสามารถผ่านเข้าสมองได้บ้าง แต่โดยทั่วไปไม่พบผลข้างเคียงทางระบบประสาทเด่นชัด

ระยะครึ่งชีวิตของยาอยู่ที่ประมาณ 3–4 ชั่วโมงในคนปกติ แต่จะยาวขึ้นเป็นประมาณ 7.2 ชั่วโมงในผู้ป่วยโรคตับ หากยังจำเป็นต้องใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ควรลดขนาดยาและให้เพียงวันละครั้ง



การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ใช้รักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันภายใน 48 ชั่วโมงแรก
  2. ในช่วงกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หัวใจมักเต้นเร็วและต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น แต่เลือดไม่สามารถนำออกซิเจนมาเลี้ยงได้เพียงพอ การลดอัตราการเต้นของหัวใจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

    เมโทโพรลอลสามารถใช้โดยฉีดเข้าหลอดเลือดดำขนาด 5 mg ทุก 2 นาที จำนวน 3 ครั้ง จากนั้นอีก 15 นาทีให้ฉีดซ้ำอีก 5 mg ระหว่างให้ยาต้องควบคุมปริมาณสารน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันทั้งภาวะความดันโลหิตต่ำและน้ำท่วมปอด

    หลังจากนั้นให้รับประทานยา 50 mg ทุก 6 ชั่วโมงเป็นเวลา 48 ชั่วโมง แล้วจึงปรับเป็นขนาดคุมอาการ 50–100 mg ทุก 12 ชั่วโมง

    ในรายที่อาการรุนแรงจนไม่สามารถให้ยาทางหลอดเลือดดำได้ อาจเริ่มด้วยการรับประทานขนาด 25–50 mg ทุก 6 ชั่วโมง โดยมีเป้าหมายชีพจรอยู่ที่ 60–90 ครั้ง/นาที

  3. ใช้รักษาภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง
  4. เมโทโพรลอลช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจในระยะยาว ในผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย (NYHA class II) ควรเริ่มที่ขนาด 25 mg/วัน และปรับเพิ่มทุก 2 สัปดาห์ตามการตอบสนอง

    เป้าหมายคือชีพจร 50–70 ครั้ง/นาที และความดันตัวบนมากกว่า 100 มิลลิเมตรปรอท ขนาดยาสูงสุดไม่ควรเกิน 200 mg/วัน

    ในผู้ป่วยที่มีอาการเหนื่อยแม้ขณะพัก (NYHA class III ขึ้นไป) ควรเริ่มที่ขนาดต่ำกว่า คือ 12.5 mg/วัน

    ยาควรแบ่งรับประทานวันละ 2 ครั้ง

  5. ใช้คุมความดันโลหิตในโรคความดันโลหิตสูง
  6. ขนาดยาที่ใช้คือ 25–100 mg/วัน แบ่งรับประทานวันละ 2 ครั้ง ในผู้สูงอายุควรเริ่มที่ขนาด 25 mg/วัน การปรับขนาดยาควรรออย่างน้อย 2 สัปดาห์เพื่อประเมินผล

    ขนาดยาสูงสุดไม่ควรเกิน 400 mg/วัน

    ในเด็ก ใช้ขนาด 1 mg/kg/day (ไม่เกิน 200 mg/day) แบ่งให้วันละ 2 ครั้งเช่นเดียวกับผู้ใหญ่

    หากหยุดยาอย่างกะทันหัน อาจทำให้ชีพจรเต้นเร็วและความดันโลหิตสูงขึ้นได้ หากจำเป็นต้องหยุดยา ควรค่อย ๆ ลดขนาดหรือปรับเป็นวันละครั้ง แล้วลดลงทีละขั้นทุก 1 สัปดาห์จนเหลือ ≤ 25 mg/วันก่อนหยุด

  7. ใช้รักษาอาการเจ็บอกจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (angina)
  8. เหมาะสำหรับผู้ป่วย chronic stable angina และผู้ที่มีอาการเจ็บอกจากหลอดเลือดหัวใจหดตัวเป็นพัก ๆ (vasospastic angina)

    ขนาดยาที่ใช้คือ 25–200 mg/วัน แบ่งรับประทานวันละ 2 ครั้ง

  9. ใช้คุมจังหวะการเต้นรัวของหัวใจ โดยเฉพาะชนิด Atrial fibrillation/flutter
  10. กรณีฉุกเฉิน ให้ฉีดขนาด 2.5–5 mg เข้าหลอดเลือดดำช้า ๆ ทุก 5 นาที รวมไม่เกิน 15 mg จากนั้นเปลี่ยนเป็นยารับประทานขนาด 25–100 mg ทุก 12 ชั่วโมง

    กรณีไม่เร่งด่วน ให้รับประทานครั้งละ 25–100 mg เช้าและเย็น

  11. ใช้ป้องกันการกำเริบของโรคไมเกรนที่เป็นบ่อยหรือรุนแรง
  12. ให้รับประทานครั้งละ 50-100 mg เช้าและเย็น ต่อเนื่องในระยะยาว



ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

ผู้ป่วยโรคตับควรใช้ยาในขนาดต่ำและรับประทานเพียงวันละครั้ง ผู้ป่วยโรคไตไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา

ข้อห้ามในการใช้ยาเมโทโพรลอล

  1. ชีพจรต่ำกว่า 50 ครั้ง/นาที
  2. ความดันโลหิตค่าบนต่ำกว่า 100 mmHg
  3. ภาวะ heart block ตั้งแต่ระดับที่ 2 ขึ้นไป
  4. ภาวะน้ำท่วมปอดจากหัวใจล้มเหลว

ยาเมโทโพรลอลผ่านเข้าสู่น้ำนมและรก จึงไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร

ยาอาจทำให้อาการเตือนของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำลดลง ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาลดน้ำตาลขนาดสูง

ผลข้างเคียงที่พบได้ ได้แก่ ตาพร่า วิงเวียน เป็นลม เหงื่อออก บวม อ่อนเพลีย และสับสน

หากใช้ยาในขนาดสูง อาจเกิดการปิดกั้นตัวรับ β2 ที่หลอดลม ทำให้เกิดอาการไอ หอบ เหนื่อย และมีเสียงวี๊ดขณะหายใจ

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ไม่ควรใช้ร่วมกับยาปิดกั้นช่องแคลเซียม และยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น Disopyramide, Amiodarone และ Digitalis เนื่องจากจะเสริมฤทธิ์กดหัวใจมากเกินไป

ยาเมโทโพรลอลถูกเมตาบอไลต์โดยเอ็นไซม์ CYP2D6 ระดับยาจะสูงขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับยาที่ยับยั้งเอ็นไซม์นี้ เช่น

  • ยาต้านซึมเศร้า: Fluvoxamine, Fluoxetine, Paroxetine, Sertraline, Bupropion, Clomipramine, Desipramine
  • ยาทางจิตเวช: Chlorpromazine, Fluphenazine, Haloperidol, Thioridazine
  • ยารักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ: Quinidine, Propafenone
  • ยาต้านไวรัสเอดส์: Ritonavir
  • ยาแก้แพ้: Diphenhydramine
  • ยารักษามาลาเรีย: Hydroxychloroquine, Quinidine
  • ยาฆ่าเชื้อรา: Terbinafine
  • ยาลดความดันโลหิต: Hydralazine

การใช้ร่วมกับยาปิดตัวรับอัลฟา เช่น Guanethidine, Reserpine, Methyldopa, Clonidine และ Prazosin อาจทำให้ฤทธิ์ลดความดันแรงขึ้น การหยุดยาต้องค่อย ๆ ถอนออกทีละขั้น โดยเฉพาะ ต้องถอน Metoprolol ก่อน Clonidine

การใช้ยากลุ่ม ergot alkaloid ร่วมกับเมโทโพรลอล อาจทำให้ฤทธิ์หดหลอดเลือดส่วนปลายรุนแรงขึ้น จนเกิดอาการนิ้วมือหรือนิ้วเท้าเย็นหรือเขียวได้

สรุป

ยาเมโทโพรลอลเป็นยาปิดตัวรับเบตาที่ออกฤทธิ์จำเพาะต่อ β1 และมีฤทธิ์ยับยั้งการนำไฟฟ้าหัวใจเพิ่มเติมจาก membrane stabilizing activity จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมถึงโรคหัวใจเรื้อรังหลายชนิด แม้ยาจะมีประสิทธิภาพสูง แต่การใช้ต้องคำนึงถึงโรคตับ ปฏิกิริยาระหว่างยา และการหยุดยาที่ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงต่อผู้ป่วย

บรรณานุกรม

  1. "Metoprolol." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Wikipedia (6 กุมภาพันธ์ 2569).
  2. "Metoprolol (Rx)." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Medscape (6 กุมภาพันธ์ 2569).
  3. "Metoprolol." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Drug.com (6 กุมภาพันธ์ 2569).