ยาไมน็อกซิดิล (Minoxidil)
ยาไมน็อกซิดิลเป็นยาที่ออกฤทธิ์เปิดช่องโพแทสเซียมชนิด KATP ที่ผนังหลอดเลือดแดง ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดคลายตัว ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ จัดเป็นยาลดความดันโลหิตที่มีฤทธิ์แรง และสามารถออกฤทธิ์ได้แม้ในผู้ป่วยไตวายที่ดื้อต่อยาลดความดันชนิดอื่น
อย่างไรก็ตาม ยามีข้อจำกัดสำคัญ คือกระตุ้นรีเฟล็กซ์ของร่างกายให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ผู้ป่วยจึงมักมีอาการใจสั่น และยังทำให้เกิดภาวะผมและขนดกขึ้นทั่วร่างกาย กลไกการกระตุ้นเส้นผมยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ผลข้างเคียงดังกล่าวกลับถูกนำมาใช้ประโยชน์ จนปัจจุบันยาไมน็อกซิดิลถูกใช้เพื่อรักษาภาวะผมร่วงและศีรษะล้านอย่างแพร่หลาย มากกว่าการใช้เพื่อลดความดันโลหิต
ที่มาและการออกฤทธิ์:
บริษัทอัพจอห์น (Upjohn) เริ่มพัฒนายาไมน็อกซิดิลตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1950 โดยมีเป้าหมายเดิมเพื่อใช้รักษาแผล แม้การทดลองในสัตว์จะไม่ช่วยให้แผลหาย แต่กลับพบว่ายามีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดและลดความดันโลหิตได้อย่างเด่นชัด ในปี ค.ศ. 1963 จึงเปลี่ยนแนวทางมาพัฒนาเป็นยาลดความดันโลหิต และได้รับการอนุมัติให้ใช้ทางคลินิกในปี ค.ศ. 1979
ต่อมาเพียงหนึ่งปีหลังวางตลาด มีรายงานว่าผู้ป่วยศีรษะล้านที่ใช้ยาไมน็อกซิดิลชนิดรับประทานมีเส้นผมกลับขึ้นมาใหม่ ซึ่งในความเป็นจริงบริษัทผู้ผลิตทราบผลข้างเคียงนี้มาก่อนแล้ว แต่พยายามรายงานให้เป็นผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง เพื่อให้ยาผ่านการอนุมัติในฐานะยาลดความดันโลหิต
รายงานดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีการตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine ทำให้อัพจอห์นต้องเร่งศึกษาการใช้ยาไมน็อกซิดิลเพื่อรักษาศีรษะล้าน ก่อนที่บริษัทอื่นจะพัฒนาแซงหน้า ในปี ค.ศ. 1988 บริษัทได้วางตลาดยาไมน็อกซิดิลชนิดทาในชื่อ “รีเกน” (Regaine) ซึ่งให้ผลดีอย่างชัดเจน ผู้ป่วยจำนวนมากมีผมงอกใหม่ภายใน 3 เดือน ชื่อรีเกนจึงเป็นที่รู้จักทั่วโลกมากกว่าชื่อยาโลนิเตนซึ่งเป็นชื่อทางการค้าของยาลดความดัน
ยาไมน็อกซิดิลชนิดทาไม่มีผลต่อความดันโลหิต กลไกการกระตุ้นการงอกของเส้นผมยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่ายาจะถูกดูดซึมผ่านผิวหนังไปขยายหลอดเลือดฝอยที่เลี้ยงรากผม ทำให้รากผมได้รับเลือดและสารอาหารมากขึ้น การศึกษาพบว่ารากผมของผู้ใช้มีขนาดใหญ่ขึ้น และระยะการเจริญเติบโตของเส้นผม (Anagen phase) ยาวขึ้น เมื่อใช้ยาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน
ยาไมน็อกซิดิลชนิดรับประทานดูดซึมได้ดีมากจากทางเดินอาหาร ให้ระดับยาในเลือดสูงสุดภายใน 1 ชั่วโมง และสามารถลดความดันโลหิตได้ภายในประมาณ 30 นาทีหลังรับประทาน ยาออกฤทธิ์โดยกระตุ้นช่องโพแทสเซียมชนิด KATP ที่ผนังหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดขยายตัวอย่างรวดเร็ว ยาไม่จับกับพลาสมาโปรตีน มีระยะครึ่งชีวิตประมาณ 4 ชั่วโมง ถูกเมตาบอไลต์ที่ตับและขับออกทางปัสสาวะ
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ตอบสนองต่อยาอื่น หรือไม่สามารถใช้ยาอื่นได้
ในผู้ใหญ่และเด็กอายุมากกว่า 12 ปี เริ่มรับประทานขนาด 5 mg/วัน วันละครั้ง หากพบว่าความดันตัวล่างลดลงมากกว่า 30 mmHg อาจแบ่งให้วันละ 2 ครั้ง จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มขนาดครั้งละ 2.5–5 mg ทุก 3 วัน จนสามารถควบคุมความดันโลหิตได้โดยผู้ป่วยไม่มีอาการวิงเวียนหรือใจสั่น ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 100 mg/วัน
ในเด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี เริ่มขนาด 0.2 mg/kg/day วันละครั้ง หรือแบ่งเป็น 2 ครั้งหากความดันลดลงมาก ค่อย ๆ ปรับเพิ่มขนาดทุก 3 วัน ขนาดสูงสุดไม่เกิน 50 mg/วัน
ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไต และผู้ป่วยโรคหัวใจ จำเป็นต้องเริ่มยาที่ขนาดต่ำกว่าปกติและปรับอย่างระมัดระวัง
** ห้ามใช้ยาไมน็อกซิดิลในผู้ป่วยโรค Pheochromocytoma
ผลข้างเคียงสำคัญของยาไมน็อกซิดิลชนิดรับประทานคือการคั่งของน้ำและโซเดียมในร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการบวม น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และในผู้ป่วยโรคไตหรือโรคหัวใจอาจเกิดภาวะน้ำเกินจนหัวใจวายหรือมีน้ำท่วมปอดได้
- ใช้รักษาภาวะหนังศีรษะล้าน
ยังไม่แนะนำให้ใช้ยาไมน็อกซิดิลในเด็ก เนื่องจากมีรายงานว่าทำให้เกิดภาวะขนดกทั่วร่างกาย และเกรงว่าเด็กอาจเผลอรับประทานยา ซึ่งอาจทำให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็วและเกิดอันตรายได้
ยามีทั้งรูปแบบโฟมและแบบน้ำ โดยแบบโฟมมีความเข้มข้น 5% ใช้ครั้งละครึ่งฝา ส่วนแบบน้ำมีความเข้มข้น 2% และ 5% ใช้ครั้งละ 1 มิลลิลิตร ก่อนทายาควรล้างหนังศีรษะให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง จากนั้นหยดยาลงบนบริเวณที่ต้องการ ลูบเบา ๆ ให้ทั่ว และปล่อยให้แห้งเองตามธรรมชาติ ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ห้ามใช้ความร้อนเป่าผมให้แห้งเนื่องจากยาอาจติดไฟได้
ควรทายาวันละ 2 ครั้ง ระวังไม่ให้ยาสัมผัสผิวหนังส่วนอื่น ล้างมือให้สะอาดหลังทายาทุกครั้ง ไม่จำเป็นต้องสระผมทุกครั้งหลังทายา โดยสามารถสระผมด้วยแชมพูอ่อน ๆ สัปดาห์ละประมาณ 3 ครั้ง
อาจเกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง บวม แดง หรือคันบริเวณที่ทายาได้ ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ยาเข้าตา จมูก หรือปาก และไม่ควรใช้ยาเกินขนาด เพราะอาจดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดมากจนทำให้ความดันโลหิตต่ำ เกิดอาการใจสั่น วิงเวียน เป็นลม หรือหายใจลำบาก เส้นผมจะเริ่มงอกชัดเจนภายใน 3–6 เดือน และบางรายอาจมีขนขึ้นที่ใบหน้ามากขึ้น
ครีมกลุ่ม Petrolatum (วาสลีน), วิตามินเอ และสเตียรอยด์ อาจเพิ่มการดูดซึมของยาไมน็อกซิดิลผ่านผิวหนัง
สรุป
ยาไมน็อกซิดิลเป็นยาที่เปิดช่องโพแทสเซียมและขยายหลอดเลือดได้อย่างแรง จึงมีบทบาทในการรักษาความดันโลหิตสูงที่ดื้อต่อยาอื่น แต่การใช้งานจำกัดด้วยผลข้างเคียงสำคัญ เช่น หัวใจเต้นเร็วและการคั่งของน้ำ ในทางกลับกัน ผลข้างเคียงเรื่องผมและขนดกถูกนำมาใช้ประโยชน์ จนยาไมน็อกซิดิลชนิดทากลายเป็นยาหลักในการรักษาภาวะผมร่วงและศีรษะล้าน การเลือกใช้ยาจึงควรพิจารณาข้อบ่งใช้ ความเสี่ยง และติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด