ยาออกซิโคโดน (Oxycodone)

ออกซิโคโดนถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในประเทศเยอรมนีเมื่อปี ค.ศ. 1916 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหายาแก้ปวดที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงหรือดีกว่ามอร์ฟีน แต่มีผลข้างเคียงบางประการน้อยลง ยานี้เป็นอนุพันธ์กึ่งสังเคราะห์ของธีเบอีน (thebaine) ซึ่งเป็นอัลคาลอยด์ที่พบในฝิ่น

ต่อมาออกซิโคโดนถูกนำมาใช้ทางคลินิกอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง อาการปวดจากมะเร็ง หรืออาการปวดหลังการผ่าตัด ปัจจุบันออกซิโคโดนถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษที่ต้องควบคุมการใช้ และต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น

กลไกการออกฤทธิ์

ออกซิโคโดนออกฤทธิ์โดยการจับกับตัวรับโอปิออยด์ (opioid receptors) ในระบบประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะตัวรับชนิด μ (mu-opioid receptor) เมื่อยาจับกับตัวรับดังกล่าว จะยับยั้งการส่งผ่านสัญญาณความเจ็บปวด จากปลายประสาทไปยังสมอง และเปลี่ยนการรับรู้ความปวดของผู้ป่วย

นอกจากฤทธิ์ระงับปวดแล้ว การกระตุ้นตัวรับ μ ยังทำให้เกิดฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ง่วงซึม กดการหายใจ และทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ลดลง ซึ่งเป็นที่มาของผลข้างเคียงหลายประการของยา

ความแตกต่างระหว่างออกซิโคโดนกับมอร์ฟีน

  1. ความแรงของยา: ออกซิโคโดนมีฤทธิ์ระงับปวดใกล้เคียงหรือแรงกว่ามอร์ฟีนเล็กน้อยเมื่อใช้ขนาดยาที่เทียบเท่ากัน
  2. การดูดซึม: ออกซิโคโดนมีการดูดซึมทางปากได้ดีและสม่ำเสมอ ขณะที่มอร์ฟีนมี first-pass metabolism ที่ตับค่อนข้างสูง
  3. ผลข้างเคียง: ผู้ป่วยบางรายทนต่อออกซิโคโดนได้ดีกว่ามอร์ฟีน โดยอาจมีอาการคลื่นไส้หรือคันน้อยกว่า แต่ทั้งสองยามีความเสี่ยงต่อการกดการหายใจและการเสพติดใกล้เคียงกัน
  4. รูปแบบยา: ออกซิโคโดนมีทั้งชนิดออกฤทธิ์สั้น (immediate-release) และชนิดออกฤทธิ์ยาว (extended-release) ซึ่งช่วยให้เลือกใช้ตามลักษณะอาการปวดได้


การใช้ยาที่เหมาะสม

การใช้ออกซิโคโดนควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ข้อมูลต่อไปนี้เป็นแนวทางทั่วไปเชิงวิชาการ ไม่ควรนำไปใช้ปรับขนาดยาด้วยตนเอง

  1. ใช้ระงับอาการปวดเฉียบพลันระดับปานกลางถึงรุนแรง เช่น อาการปวดหลังการผ่าตัด หรืออุบัติเหตุ ควรใช้ชนิดที่ออกฤทธิ์สั้น (immediate-release) เพื่อแก้ปวดได้อย่างรวดเร็ว
  2. ขนาดยา
    - ในผู้ใหญ่: เริ่มรับประทาน 5–10 มิลลิกรัม ทุก 4–6 ชั่วโมง และปรับตามความรุนแรงของอาการและการตอบสนองของผู้ป่วย
    - ในทารกอายุ 6-12 เดือน: ใช้ขนาด 0.05 – 0.1 mg/kg ทุก 4 ชั่วโมง โด๊สแรกไม่ควรเกิน 5 mg
    - ในเด็กอายุ 1-18 ปี: ใช้ขนาด 0.1 – 0.2 mg/kg ทุก 4 ชั่วโมง โด๊สแรกไม่ควรเกิน 10 mg

  3. ใช้บรรเทาอาการปวดเรื้อรังที่ยาแก้ปวดชนิดอื่นไม่ได้ผล เช่น ปวดหลังเรื้อรัง ปวดจากโรคทางกระดูกและข้อ ควรเลือกใช้ชนิดออกฤทธิ์ยาว (extended-release) เพื่อควบคุมอาการปวดตลอดวัน
  4. ขนาดยา
    เริ่มจากขนาดต่ำและเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยแพทย์จะประเมินประโยชน์เทียบกับความเสี่ยงเป็นระยะ

  5. ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาแบบประคับประคอง (palliative care) ในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย อาจใช้ทั้งชนิดออกฤทธิ์ยาวสำหรับการควบคุมพื้นฐาน และชนิดออกฤทธิ์สั้นสำหรับอาการปวดกำเริบ
  6. ขนาดยา
    ปรับตามระดับความปวดและสภาพร่างกายของผู้ป่วย ไม่มีขนาดสูงสุดตายตัว หากอยู่ภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิด



ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย

  • ง่วงซึม เวียนศีรษะ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องผูก (พบได้บ่อยและมักต้องให้ยาระบายร่วม)
  • คัน หรือเหงื่อออกมาก

พิษของยาและอาการรุนแรง

  • กดการหายใจ (respiratory depression)
  • หมดสติ หรือความดันโลหิตต่ำ
  • เสี่ยงต่อการใช้ยาเกินขนาด โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์หรือยากดประสาทอื่น

ข้อควรระวัง

  • มีความเสี่ยงต่อการเสพติดและการพึ่งพายา
  • ควรระวังเป็นพิเศษในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคตับ โรคไต หรือโรคปอด
  • ไม่ควรหยุดยาอย่างกะทันหัน หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะอาจเกิดอาการถอนยา (withdrawal)
  • หลีกเลี่ยงการขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรในช่วงเริ่มใช้ยา

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ออกซิโคโดนมีโอกาสเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาหลายชนิด ซึ่งอาจทำให้ฤทธิ์ของยาเพิ่มขึ้นหรือลดลง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง การให้ประวัติการใช้ยาทั้งหมดของผู้ป่วยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

  1. ยากดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น แอลกอฮอล์ เบนโซไดอะซีพีน (diazepam, alprazolam) → เพิ่มความเสี่ยงต่อการง่วงซึมมากผิดปกติ กดการหายใจ หมดสติ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
  2. ยาโอปิออยด์หรือยาแก้ปวดออกฤทธิ์แรงชนิดอื่น → ฤทธิ์กดการหายใจและผลข้างเคียงอื่นเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปไม่ควรใช้ร่วมกัน เว้นแต่แพทย์พิจารณาอย่างรอบคอบ
  3. ยาที่มีผลต่อเอนไซม์ CYP3A4 และ CYP2D6
  4. ออกซิโคโดนถูกเมแทบอลิซึมที่ตับโดยเอนไซม์ CYP3A4 และ CYP2D6 ยาที่มีผลต่อเอนไซม์เหล่านี้จึงส่งผลต่อระดับยาในเลือด

    ยาที่ยับยั้งเอนไซม์ (เช่น ยาต้านเชื้อราบางชนิด ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม) → อาจทำให้ระดับออกซิโคโดนในเลือดสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อพิษของยา

    ยาที่กระตุ้นเอนไซม์ (เช่น ยากันชักบางชนิด) → อาจทำให้ฤทธิ์ระงับปวดลดลง

  5. ยาต้านซึมเศร้าบางชนิด → อาจเพิ่มอาการง่วงซึม หรือเปลี่ยนแปลงระดับยาในร่างกาย ควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

โดยสรุป การใช้ยาออกซิโคโดนร่วมกับยาอื่นควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร ผู้ป่วยไม่ควรเริ่ม หยุด หรือปรับขนาดยาใด ๆ ด้วยตนเอง

สรุป

ออกซิโคโดน (Oxycodone) เป็นยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ที่มีบทบาทสำคัญ ในการรักษาอาการปวดระดับปานกลางถึงรุนแรง ทั้งอาการปวดเฉียบพลัน อาการปวดเรื้อรัง และอาการปวดจากโรคมะเร็ง ยามีประสิทธิภาพสูง ดูดซึมทางปากได้ดี และมีรูปแบบยาที่หลากหลาย ช่วยให้ปรับการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

อย่างไรก็ตาม ออกซิโคโดนมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่สำคัญ เช่น การกดการหายใจ การเสพติด และการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาหลายชนิด การใช้ยานี้จึงจำเป็นต้องอาศัยการประเมินอย่างรอบคอบ การเริ่มจากขนาดต่ำ ปรับยาอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ

หากใช้อย่างเหมาะสม ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ ออกซิโคโดนสามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ