โรคเยื่อบุโพรงหัวใจอักเสบจากแบคทีเรีย (Bacterial endocarditis, Infective endocarditis)
โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่เยื่อบุผนังด้านในของหัวใจ
แม้จะพบไม่บ่อยแต่มีความรุนแรงสูงและอาจทำให้เสียชีวิตได้ กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ได้แก่
- ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของผนังหัวใจหรือลิ้นหัวใจ (ทั้งที่เป็นมาแต่กำเนิดและที่เกิดขึ้นภายหลัง)
- ผู้ที่ใส่ลิ้นหัวใจเทียม
- ผู้ที่ใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
- ผู้ที่เคยเป็นโรคเยื่อบุโพรงหัวใจอักเสบจากแบคทีเรียมาก่อน
เชื้อที่ทำให้เกิดโรคมักมาจากเชื้อบนผิวหนังและในช่องปาก
ดังนั้นผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องถอนฟันหรือผ่าตัดในช่องปากจึงควรได้รับยาปฏิชีวนะป้องกันก่อนการทำหัตถการ
อาการของโรค
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะแสดงอาการแบบกึ่งเฉียบพลัน (subacute)
คือใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าจะรู้สึกว่าป่วย อาการระยะแรก ได้แก่ ไข้ต่ำ ๆ เป็นพัก ๆ ปวดเมื่อย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร จากนั้นไข้จะเป็นถี่ขึ้น มีหนาวสั่น ปวดข้อ ซีด น้ำหนักลด และม้ามโตจนทำให้ปวดท้อง
เนื่องจากการอักเสบติดเชื้อเกิดที่เยื่อบุผนังด้านในของหัวใจ เมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดออกไปก็อาจพาเอาเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายออกไปพร้อมกับตัวเชื้อ (infective emboli) และไปติดอยู่ตามหลอดเลือดฝอยของอวัยวะต่าง ๆ อาการลำดับต่อไปของผู้ป่วยก็คืออาการของหลอดเลือดฝอยอุดตัน เช่น
- ถ้าเชื้อเข้าสู่ผนังหัวใจด้านขวา (เช่นจากการใช้เข็มฉีดยาเสพติด) จะถูกส่งไปที่ปอด → เกิดเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ตัวเขียว
- ถ้าเชื้อเข้าสู่ผนังหัวใจด้านซ้าย → เลือดพาเชื้อไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดจุดแดงตามปลายมือปลายเท้า เลือดออกใต้เยื่อบุตา เลือดออกที่จอตา ปัสสาวะเป็นเลือด หรืออุดตันที่สมองจนเกิดชัก แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก
เมื่อหัวใจอักเสบรุนแรงจนทำงานไม่ไหว จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น เหนื่อยมากแม้พัก ชีพจรเต้นผิดจังหวะ ไอเวลานอนราบ เสมหะเป็นฟองสีแดง ขาบวม ตับโต ตาเหลือง เจ็บใต้ชายโครงขวา แพทย์ตรวจพบหัวใจโตและอาจได้ยินเสียงฟู่ที่ลิ้นหัวใจ
ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ หลอดเลือดสมอง ปอด ไต และลำไส้อุดตัน, ฝีในสมอง, ภาวะไตอักเสบ (glomerulonephritis), และลิ้นหัวใจถูกทำลาย
การวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยอาศัยเกณฑ์ต่อไปนี้:
ต้องมี ข้อบ่งชี้หลัก 2 ข้อ หรือ ข้อบ่งชี้หลัก 1 ข้อ + ข้อบ่งชี้รอง 3 ข้อ
หรือ ข้อบ่งชี้รองอย่างน้อย 5 ข้อ
ข้องบ่งชี้หลัก
- การเพาะเชื้อจากเลือดที่เจาะในเวลาต่างกันให้ผลบวกตั้งแต่ 2 ตัวอย่างขึ้นไป และเป็นเชื้อที่พบในโรคเยื่อบุโพรงหัวใจอักเสบ
- ผลตรวจคลื่นเสียงหัวใจ (echocardiography) แสดงว่ามีการอักเสบของเยื่อบุโพรงหัวใจ
ข้องบ่งชี้รอง
- มีประวัติเป็นโรคหัวใจ หรือ เป็นผู้ใช้สารเสพติดฉีดเข้าเส้นโลหิตดำ
- มีไข้สูงตั้งแต่ 38°C (100.4°F) ขึ้นไป
- มีอาการอุดตันหลอดเลือดส่วนปลาย เช่น ชีพจรคลำไม่ได้ เลือดออกใต้ผิวหนังหรือเยื่อบุตา, Janeway lesions
- มีอาการทางภูมิคุ้มกัน เช่น ไตอักเสบ (glomerulonephritis), Osler nodes, Roth spots
- การเพาะเชื้อจากเลือดให้ผลบวก 1 ตัวอย่าง หรือ การตรวจทางซีโรโลยี่พบว่ามีการติดเชื้อระยะเฉียบพลัน และเป็นเชื้อที่พบในโรคเยื่อบุโพรงหัวใจอักเสบ
- ผลตรวจคลื่นเสียงหัวใจ (echocardiography) สงสัยว่าจะมีการอักเสบของเยื่อบุโพรงหัวใจ
การรักษา
การรักษาโรคเยื่อบุโพรงหัวใจอักเสบจากแบคทีเรียต้องใช้ยาปฏิชีวนะขนาดสูงฉีดนาน 4-6 สัปดาห์ ส่วนใหญ่ไข้จะลงสนิทหลังฉีดไปได้ 2-3 สัปดาห์ แต่ผู้ป่วยต้องอดทนเจ็บเส้นเลือดที่ให้ยาต่อ เพราะหากหยุดยาระหว่างนี้อาจทำให้เชื้อโรคที่ยังไม่ตายหมดกลับเจริญขึ้นมาอีก และมักจะดื้อยา ไม่สามารถหายาที่เหมาะสมมารักษาได้ต่อไป มีผู้ป่วยส่วนน้อยเท่านั้นที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดในกรณีที่มีหลอดเลือดโป่งพองเสี่ยงแตก,
มีฝีรอบลิ้นหัวใจ, มีการกระจายเชื้ออย่างรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ
แม้รักษาแล้ว อาการเหนื่อย ขาบวม หรือตาเหลืองจะทุเลา แต่หัวใจที่เสียหายแล้วไม่สามารถฟื้นกลับมาได้เต็มที่ บางรายต้องใช้ยารักษาภาวะหัวใจวายเรื้อรัง ควบคุมปริมาณน้ำดื่ม หรือผ่าตัดซ่อม/เปลี่ยนลิ้นหัวใจในภายหลัง
การป้องกัน
ผู้ที่มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจหรือผนังหัวใจ รวมถึงผู้ที่ใส่ลิ้นหัวใจเทียม
จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะป้องกันเมื่อจะเข้ารับการผ่าตัดหรือทำหัตถการที่เสี่ยงทำให้เกิดการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด เช่น การผ่าตัดในช่องปาก ช่องท้อง การกรีดฝี การส่องกล้องหลอดลมหรือทางเดินอาหาร
สรุป
โรคเยื่อบุโพรงหัวใจอักเสบจากแบคทีเรียเป็นโรคที่รุนแรงและอันตราย
เกิดจากการติดเชื้อในผนังหัวใจ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจเดิม ใส่ลิ้นหัวใจเทียม
หรือใช้ยาเสพติดชนิดฉีด อาการมักเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ไข้ต่ำ ปวดเมื่อย เหนื่อยง่าย
ต่อมาอาจรุนแรงจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหลอดเลือดฝอยอุดตันในอวัยวะสำคัญ
การรักษาต้องใช้ยาปฏิชีวนะฉีดเป็นเวลานาน และบางรายอาจต้องผ่าตัดร่วมด้วย
แม้จะรักษาแล้วหัวใจที่ถูกทำลายไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมได้เต็มที่
ดังนั้นการป้องกันโดยการใช้ยาปฏิชีวนะก่อนทำหัตถการที่เสี่ยง จึงเป็นวิธีที่สำคัญที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้